“คมนาคม”เร่งศึกษาลงทุนท่าเรือมารีน่า ดันไทยเป็นฮับขนส่งท่องเที่ยว

ผู้ชมทั้งหมด 820 

“ศักดิ์สยาม” สั่งกรมเจ้าท่า-การท่าเรือ บูรณาการเร่งศึกษา ยกระดับมาตรฐานท่าเรือสำราญ ทั้งฝั่งอ่าวไทย อันดามันหวังดึงต่างชาติร่วมลงทุน พร้อมพัฒนาและฟื้นฟูหาดทราย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว สร้างรายได้ และส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังตรวจติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลและสิ่งล่วงล้ำลำน้ำในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และการพัฒนาท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ ว่า กระทรวงคมนาคมเล็งเห็นโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเดินเรือสำราญ (ท่าเรือ Marina) ขนาดใหญ่ของภูมิภาค เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังจ่ายสูง เนื่องด้วยประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลทั้งด้านอ่าวไทยและอันดามันรวมกว่า 3,000 กิโลเมตร พร้อมทั้งทรัพยากรเกาะแก่ง แหล่งท่องเที่ยว และเมืองริมชายฝั่งที่มีความสวยงาม มีชื่อเสียง ท่าเรือมารีน่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังจ่ายสูง ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดและกระจุกตัวอยู่ทางด้านบริเวณชายฝั่งอันดามัน จึงมีแผนงานโครงการเพื่อพัฒนาท่าเรือมารีน่าบริเวณชายฝั่งอ่าวไทย 

สำหรับแผนการศึกษานั้นประกอบด้วย 1) ศึกษาและวิเคราะห์ให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) ศึกษาสำรวจออกแบบท่าเรือต้นทาง สำหรับเรือสำราญขนาดใหญ่ บริเวณอ่าวไทยตอนบน และ 3) ศึกษาวางแผนแม่บทเพื่อพัฒนาท่าเรือสำราญขนาดใหญ่ และสำรวจการออกแบบท่าเรือสำราญขนาดใหญ่บริเวณชายฝั่งอันดามัน ซึ่งได้เริ่มศึกษาในปี 2563 โดยจะดำเนินการเวลา 2 ปี เมื่อแล้วเสร็จและเห็นผลเป็นรูปธรรมจะช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นจำนวนมาก ถือเป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันช่วยเพิ่มสัดส่วนรายได้ด้านการท่องเที่ยวของประเทศ กระตุ้นการท่องเที่ยวสำราญทางน้ำ และเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่สามารถเดินทางผ่านด่านทางน้ำ รวมทั้งสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างโอกาสให้แก่ประเทศชาติและประชาชนต่อไป

โดนการศึกษานั้นตนได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่า (จท.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และสำนักงานนโยบายและการขนส่งและจราจร  (สนข.) ไปบูรณาการในการศึกษาพัฒนาท่าเรือ Marina ในรูปแบบ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership หรือ PPP) ซึ่งในขณะนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี เยอรมัน และจีน เป็นต้น 

โดยการศึกษาทั้งในฝั้งทะเลอ่าวไทย และทะเลอันดามัน ซึ่งในฝั่งอ่าวไทยนั้นในเบื้องต้นมีพื้นที่มีศักยภาพ 3 แห่ง คือ  สมุย พัทยา และหัวหิน ส่วนในฝั่งอันดามันมีศักยภาพ 5 แห่งในพื้นที่จ.กระบี่ และภูเก็ต ทั้งนี้ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการ การบริหารจัดการให้แก่ผู้ใช้บริการ รวมถึงเป็นการเพิ่มการจัดเก็บรายได้ให้ภาครัฐเพื่อนำมาใช้ในการศึกษาแผนพัฒนา ควบคุม กำกับ ดูแลท่าเรือมารีน่าในระยะต่อๆ ไป

นอกจากนี้แล้วตนยังได้มอบหมายให้ จท. ได้จัดทำแผนการพัฒนาชายฝั่งทะเล ด้านการเสริมทรายชายหาด (Beach Nourishment) เพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะ ฟื้นฟูพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ และส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศซึ่ง จท. ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการเสริมทรายฟื้นฟูชายหาดพัทยา จังหวัดชลบุรี ระยะทาง 2.8 กิโลเมตรตั้งแต่ชายหาดพัทยาเหนือ บริเวณหน้าโรงแรมดุสิตธานี ถึงชายหาดพัทยาใต้ บริเวณวอล์คกิ้ง สตรีท แล้วเสร็จในปี2562 จึงเป็นต้นแบบขยายโครงการต่อเนื่องไปในอนาคต ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินโครงการเสริมทรายชายหาดจอมเทียน จังหวัดชลบุรี ระยะที่ 1 ระยะทาง 3.6 กิโลเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณกลางปี 2565 รวมทั้งมีแผนงานเสริมทรายชายหาดท่องเที่ยวในอีก 10 ปีข้างหน้า เช่น ชายหาดบางแสน ชายหาดสมิหลา ชายหาดชะอำ ชายหาดเขาหลักชายหาดบางเสร่ ชายหาดอ่าวดงตาล ชายหาดแสงจันทร์ ชายหาดปราณบุรี และชายหาดทรายรี เป็นต้น โดยใช้งบประมาณ 5,400 ล้านบาท ระยะทางรวมประมาณ 42 กิโลเมตร ซึ่งการเสริมทรายชายหาดนอกจากจะเป็นการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะและฟื้นฟูชายหาดอย่างยั่งยืนแล้ว ยังช่วยส่งเสริม สนับสนุนภาคการท่องเที่ยว และสร้างรายได้เป็นจำนวนมากให้กับประเทศอีกด้วย

สำหรับการตรวจสอบสิ่งล่วงล้ำลำน้ำในพื้นที่รับผิดชอบ จท. ได้นำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและข้อมูล ภาพถ่ายทางอากาศมาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการบริหารงาน ด้านการกำกับ ดูแล ควบคุม แก้ไข ตรวจสอบ รวมทั้งสนับสนุนการวางแผนและแก้ไขปัญหาการปลูกสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาพัทยา ได้ตรวจสอบและรายงานสิ่งล่วงล้ำลำน้ำในพื้นที่รับผิดชอบ จำนวน 1,360 รายการ ดังนี้

1) สิ่งล่วงล้ำลำน้ำที่แจ้งการครอบครอง ตาม พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2560 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 32/2560 จำนวน 1,307 รายการ  

2) ขออนุญาต และตรวจพบ ตาม พ.ร.บ.การเดินเรือฯ จำนวน 53 รายการ

3) สิ่งล่วงล้ำลำน้ำที่ได้รับอนุญาต จำนวน 453 รายการ

4) สิ่งล่วงล้ำลำน้ำที่ไม่ได้รับอนุญาตจำนวน 247 รายการ

5) สิ่งล่วงล้ำลำน้ำที่ไม่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ จำนวน 352 รายการ

6) สิ่งล่วงล้ำลำน้ำที่ไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณา จำนวน 308 รายการ

ซึ่งที่ผ่านมา จท. ได้ประชุมคณะทำงาน เพื่อบังคับให้มีการรื้อถอนหรือแก้ไขสิ่งล่วงล้ำลำน้ำตามคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รื้อถอนหรือแก้ไขสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ ตามคำสั่งกรมเจ้าท่า ที่ 615/2563 เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามข้อกฎหมายที่ถูกต้อง