คมนาคม กางแผนลงทุนปี 70-73 วงเงิน 8.23 แสนล้านบาท 313 โครงการ

Loading

คมนาคม ลุยลงทุนปี 70-73 วงเงิน 8.23 แสนล้าน 313 โครงการ ปี 69 เร่งอนุมัติครม. 7 โครงการ พร้อมเร่งเครื่องตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท เปิดใช้มอเตอร์เวย์ M6 และ M82 เต็มรูปแบบปลายปีนี้ ขณะตั๋วร่วม 3 ระบบทางบก ราง น้ำ ได้ใช้กลางปี 70   

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “MOT New Chapter” ว่า กระทรวงคมนาคม ยึดแนวนโยบายของรัฐบาลในการเร่งผลักดันโครงการสำคัญให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว พร้อมกำหนดกรอบการทำงาน 4 ด้าน ได้แก่ ลดค่าครองชีพประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมพลังงานสะอาด และวางรากฐานด้านคมนาคมสำหรับอนาคต โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 5 มิติ ได้แก่ ทางถนน ทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อร่วมกันออกแบบระบบคมนาคมที่ไร้รอยต่อ สะดวก ปลอดภัย รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

สำหรับแผนยุทธศาสตร์การลงทุนระหว่างปี 2570 – 2573 รวม 313 โครงการ กรอบวงเงินลงทุนรวม 823,178 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นโครงการสำคัญในปี 2570 รวม 262 โครงการ วงเงินลงทุน 229,769 ล้านบาท โครงการพัฒนาต่อเนื่องในช่วงปี 2571 – 2573 อีก 51 โครงการ วงเงินประมาณ 593,409 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ การปรับโครงสร้างการเดินทางและการขนส่งของประเทศให้มี “ระบบรางเป็นแกนหลัก” เชื่อมต่อกับถนน รถโดยสาร ท่าเรือ และสนามบินอย่างสมบูรณ์ พร้อมกระจายการพัฒนาไปยังเมืองหลัก เมืองรอง พื้นที่เศรษฐกิจ ชายแดน และแหล่งท่องเที่ยวในทุกภูมิภาค

เร่งโครงการ M8 ทางพิเศษภูเก็ตเข้าครม.

การเร่งลงทุนในโครงการสำคัญนั้นมีหลายโครงการที่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดการลงทุน และเร่งเสนอโครงการให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติภายในปี 2569 หรืออย่างช้าไม่เกินไตรมาส 2/2570 โดยโครงการที่เร่งเสนอครม. นั้นประกอบด้วย โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 8 (มอเตอร์เวย์ M8) ช่วงนครปฐม – ปากท่อ วงเงินรวม 61,154 ล้านบาท อยู่ระหว่างทยทวนรายละเอียดโครงการ เพื่อนำเสนอ ครม. ขออนุมัติโครงการ คาดเปิดให้บริการได้ในปี 2577

โครงการพัฒนาถนนวงแหวน กทม. รอบที่ 3 ด้านตะวันออก วงเงิน 38,868 ล้านบาท อยู่ระหว่างทบทวนแบบรายละเอียด คาดเปิดให้บริการได้ในปี 2575 โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้ – ป่าตอง วงเงิน 16,786 ล้านบาท และโครงการระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่ – เกาะแก้ว – กะทู้ วงเงิน 46,812 ล้านบาท ทั้ง 2 ช่วงจะเร่งให้สามารถนำเสนอ ครม.และดำเนินการก่อสร้างพร้อมกัน คาดเปิดให้บริการได้ในปี 2574 โครงการถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ ช่วง ทล.4 – ทล.43 วงเงิน 5,711 ล้านบาท อยู่ระหว่างเตรียมข่อมูลเพื่อเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการ คาดเปิดให้บริการได้ในปี 2574 โครงข่ายบางปะอินเชื่อม M6 และ M9 วงเงิน 7,908 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณปี 2570 คาดจะเสนอครม.ได้ภายในปี 2569

เร่งประกวดราคา M5 M9

ส่วนโครงการที่ได้รับการอนุมัติจาก ครม.แล้วอยู่ระหว่างเร่งการประกวดราคานั้น ประกอบด้วยโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (มอเตอร์เวย์ M5) เป็นโครงการทางยกระดับส่วนต่อขยายจากดอนเมืองโทลล์เวย์ ช่วงรังสิต – บางปะอิน ระยะทาง 22 กิโลเมตร วงเงิน 31,358 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการที่เชื่อมกับมอเตอร์เวย์ M6 และ M9 ขณะนี้อยู่ระหว่างคณะกรรมการคัดเลือกฯ พิจารณาร่างเอกสาร RFP คาดว่าจะสามารถออกประกาศเชิญชวนได้ภายในปี 2569 และจะสามารถลงนามในสัญญาร่วมลงทุนได้ภายในปี 2570 โครงการมอเตอร์เวย์ M9 ทางยกระดับบางขุนเทียน – บางบัวทอง วงเงิน 56,035 ล้านบาท อยู่ระหว่างจัดเตรียมเอก RFP คาดว่าจะสามารถออกประกาศเชิญชวนได้ภายในปี 2570   

เปิดทดลองวิ่งตลอดเส้นทาง M6 M82 ปลายปี 69

ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างอย่างโครงการมอเตอร์เวย์ M6 บางปะอิน – สระบุรี – นครราชสีมา ปัจจุบันมีความคืบหน้างานโยธา 99.24% เตรียมเปิดให้ทดลองให้บริการตลอดเส้นทางปลายปี 2569 เช่นเดียวกันกับโครงการมอเตอร์เวย์ M82 บางขุนเทียน – บ้านแพ้ว มีความคืบหน้างานโยธา 96.62% เตรียมจะเปิดให้ทดลองให้บริการตลอดเส้นทางปลายปี 2569

การเร่งรัดการเปิดใช้ระบบตั๋วร่วม

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ระบบตั๋วร่วมตนยืนยันว่าจะเร่งเปิดให้บริการระบตั๋วร่วมของรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีให้ทันวันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ตั๋วใบเดียวเดินทางข้ามระบบได้ ส่วนระบบตั๋วร่วมที่รองรับการเดินทางได้ทั้งระบบราง-บก-น้ำ คาดว่าจะเชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือโดยสาร ภายใน กลางปี 2570

ส่วนโครงสร้างราคาและค่าแรกเข้า ราคา 17-45 บาท อัตราค่าโดยสารจะเป็นแบบจ่ายค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ในราคาเริ่มต้น 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว (สำหรับการเดินทางขาเดียว) การเชื่อมต่อทุกสายทุกสีจะเป็นใช้ราคานี้ ยกเว้นรถไฟฟ้าสายสีแดง และรถไฟฟ้าสายสีม่วงจะยังคงใช้อัตราเดิมคือ 40 บาทตลอดสาย เนื่องจากถือเป็นกรณีพิเศษ อย่างไรก็ตามในกรณีที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีแดงหรือสายสีม่วงไปเชื่อมต่อกับสายสีอื่นก็จะเป็นราคา 17-45 บาท

การพัฒนาเทคโนโลยีและการบริหารจัดการด้วยระบบ EMV ได้ให้ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้พัฒนาด้านระบบหลังบ้าน โดยจะเร่งพัฒนาเทคโนโลยี EMV มาใช้กับ สายสีเขียว (BTS) เพื่อทดแทนการใช้บัตร Rabbit ให้สามารถรองรับระบบตั๋วร่วมได้เหมือนกับสายอื่นๆ ของ รฟม.ที่ใช้ EMV อยู่แล้ว ส่วนการโอนย้ายความรับผิดชอบทั้งทรัพย์สินและหนี้สินของสายสีเขียวจาก กทม. มาให้ รฟม. นั้นก็ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อให้สามารถควบคุมราคาตามนโยบายตั๋วร่วมได้ โดยรัฐจะชดเชยส่วนต่างราคาให้ผู้ประกอบการเอกชนตามจริง

ด้านการขนส่งสาธารณะเร่งจัดหารถเมล์ EV

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ด้านการขนส่งสาธารณะ จะเดินหน้ายกระดับบริการให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการรถโดยสารประจำทางพลังงานสะอาด EV แบ่งเป็นระยะที่ 1 จำนวน 1,520 คัน และระยะที่ 2 จำนวน 800 คัน รวม 2,320 คัน

พร้อมพัฒนาระบบรถโดยสารเชื่อมต่อ หรือ Feeder ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และเมืองภูมิภาค รวมถึงปรับปรุงสถานีขนส่งผู้โดยสารจตุจักร สถานีเดินรถรังสิต และพัฒนาศูนย์การขนส่งชายแดนจังหวัดนครพนม เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชนและการขนส่งสินค้าระหว่างเมืองกับประเทศเพื่อนบ้านให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังเร่งผลักดันโครงการ Missing Link ช่วงบางซื่อ – พญาไท – มักกะสัน – หัวหมาก และช่วงบางซื่อ – หัวลำโพง เพื่อเชื่อมโครงข่ายรถไฟในเขตกรุงเทพมหานครให้สมบูรณ์ พร้อมเร่งดำเนินโครงการรถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงชุมพร – สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี – หาดใหญ่ – สงขลา และช่วงหาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ขยายรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และช่วงศิริราช – ตลิ่งชัน – ศาลายา รวมถึงเร่งประกวดราคา รถไฟความเร็วสูง ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา – หนองคาย

กระทรวงคมนาคม ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการเดินรถบนโครงข่ายของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้า ควบคู่กับการส่งเสริมการวิจัย ออกแบบ และผลิตรถไฟภายในประเทศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมระบบรางไทยในระยะยาว

ด้านการคมนาคมทางน้ำ จะพัฒนาท่าเรือโดยสาร ท่าเรือท่องเที่ยว และท่าเรือสินค้าให้ทันสมัยและมีมาตรฐาน พร้อมสนับสนุนการระบายน้ำและการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่สำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกของ Smart Pier ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 29 ท่า การพัฒนาท่าเทียบเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ หรือ Cruise Terminal ที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี การส่งเสริมท่าเรือสำราญที่ท่าเรือกรุงเทพ และการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 โครงการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเสริมศักยภาพประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งของภูมิภาค

ด้านการคมนาคมทางอากาศ จะเร่งเพิ่มศักยภาพท่าอากาศยานหลักและท่าอากาศยานภูมิภาค เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสาร นักท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเดินหน้าจัดทำแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และผลักดันโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก หรือ East Expansion พร้อมเร่งโครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 และท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 รวมทั้งขยายทางวิ่งของท่าอากาศยานภูมิภาค ได้แก่ ชุมพร ระนอง ตรัง แพร่ และบุรีรัมย์

นอกจากนี้ จะพัฒนาท่าอากาศยานหัวหินให้รองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ ก่อสร้างอาคารศูนย์ฝึกการบินหัวหิน ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ที่ท่าอากาศยานนราธิวาส และพัฒนา ศูนย์ขนส่งผู้โดยสารท่าอากาศยานกระบี่ สำหรับด้านความปลอดภัย จะจัดหาเทคโนโลยีป้องกันนกชนอากาศยาน หรือ Automated Bird Control ที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชและพิษณุโลก รวมถึงเตรียมความพร้อมการให้บริการเดินอากาศ ณ ท่าอากาศยานอู่ตะเภา เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Aviation Hub ของภูมิภาค