ครม.ไฟเขียว”โซลาร์ภาคประชาชน” หนุนงบครัวเรือนละ 5 หมื่นบ. จำนวน 1 ล.ครัวเรือน

Loading

ครม.ไฟเขียว โครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” สนับสนุนวงเงิน 50,000 บาทต่อครัวเรือน ตั้งเป้า 1 ล้านครัวเรือน คาดช่วยลดค่าไฟกว่า 24,500 ล้านบาทต่อปี ลดการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าเดิมในปีแรกได้ประมาณ 6,323 ล้านหน่วย พร้อมเปิดทางขายไฟส่วนเกินสร้างรายได้ ในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท ด้าน นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานเร่งอำนวยความสะดวก ยึดความโปร่งใสในการให้บริการประชาชน

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (27 ต.ค.2569) มีมติเห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการด้านพลังงานหลายด้านควบคู่กัน อาทิ การปรับลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ด้วยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 2 หน่วยแรกในราคาหน่วยละ 3 บาท การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับภาคธุรกิจ (Direct PPA) และการปรับแก้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย เพื่อไม่ให้มีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติอีกต่อไป

สำหรับโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ประชาชนที่ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินจากการใช้งานคืนให้การไฟฟ้าได้ในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการภายใต้กรอบการดำเนินงานตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ประกอบด้วย

โครงการและมาตรการสนับสนุนหลายส่วน ได้แก่ โครงการโซลาร์ภาคประชาชน กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท การปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ วงเงิน 10,785 ล้านบาท การพัฒนาระบบสมาร์ทมิเตอร์ วงเงิน 10,811.6 ล้านบาท และการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเพื่อรองรับการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยกระทรวงแรงงานได้รับการจัดสรรวงเงิน 972 ล้านบาท เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความสามารถในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์สำหรับภาคประชาชน เมื่อรวมวงเงินของโครงการและมาตรการต่าง ๆ ตามข้อมูลที่เปิดเผย จะมีวงเงินรวม 73,568.6 ล้านบาท โดยรัฐบาลคาดการณ์ว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนได้ประมาณ 24,000 ล้านบาท และลดการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าเดิมในปีแรกได้ประมาณ 6,323 ล้านหน่วย

ด้านมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้กรมสรรพสามิตลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อสนับสนุนการใช้ผลผลิตทางการเกษตรเป็นส่วนประกอบในการผลิตเชื้อเพลิง และลดสัดส่วนน้ำมันฟอสซิล ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงพลังงานพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานในระยะยาว โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้มาตรการต่าง ๆ ทั้งกองทุนพลังงาน การลดค่าการกลั่น และภาษีสรรพสามิต เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ทั้งนี้ วันนี้ (27 ต.ค. 2569) เวลา 13.00 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน

โดย นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล และเป็นแนวทางที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยโครงการโซลาร์ภาคประชาชนไม่ได้เป็นเพียงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน แต่เป็นการเปลี่ยนพลังงานจากแสงอาทิตย์ให้เป็นโอกาสของประชาชน เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นแหล่งผลิตพลังงาน เปลี่ยนภาระค่าไฟฟ้าเป็นเงินออมของครอบครัว และเปลี่ยนบทบาทของผู้ใช้พลังงานให้มีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานของประเทศ

รัฐบาลตั้งเป้าหมายสนับสนุนประชาชนจำนวน 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ให้สามารถเข้าถึงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ด้วยตนเอง โดยได้รับการสนับสนุนวงเงิน 50,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

นอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแล้ว ประชาชนยังสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้เข้าสู่ระบบไฟฟ้าของประเทศ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมให้แก่ครัวเรือน ทำให้โครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงมาตรการด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังเป็นมาตรการด้านเศรษฐกิจและสังคมที่จะช่วยเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย สร้างเงินออม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

จากการประเมินเบื้องต้น โครงการมีศักยภาพในการช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนรวมกันได้มากกว่า 24,500 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวจะหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก ช่วยกระตุ้นการจ้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนทั่วประเทศ

การดำเนินโครงการครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน และกระทรวงแรงงาน เพื่อผลักดันให้โครงการบรรลุเป้าหมายและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง อำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เพิ่มความรวดเร็วและความโปร่งใสในการให้บริการ พร้อมรักษามาตรฐานความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์และได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการ

พร้อมย้ำว่า การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการให้ความร่วมมือตามกติกาใหม่ของโลก ช่วยให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ของไทยไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งผู้ซื้ออาจกำหนดเงื่อนไขให้สินค้าต้องผลิตจากพลังงานหมุนเวียน พลังงานสีเขียว หรือพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นการเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ประเทศไทย ลดข้อจำกัดในการส่งออก และช่วยเพิ่มศักยภาพในการสร้างคาร์บอนเครดิต

นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายด้านพลังงานสะอาดยังเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาเข้าเป็นสมาชิก โดยหากประเทศไทยสามารถดำเนินการได้สำเร็จ จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ อีกมากมาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของประเทศ

สำหรับโครงการฯ ตั้งเป้าสนับสนุนค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบโซลาร์ รายละ 50,000 บาท จำนวน 1 ล้านราย ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

คุณสมบัติและเงื่อนไขของผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ

  1. เป็นบุคคลธรรมดาผู้มีสัญชาติไทย
  2. เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย
  3. ติดตั้งระบบขนาด 5 kWp ขึ้นไป และไม่เกิน 10 kWp ต่อ 1 มิเตอร์ (ใหม่หรือติดตั้งเพิ่ม) โดยไม่นับรวมกับระบบ Solar ที่มีอยู่เดิม โดยต้องประกอบด้วยอุปกรณ์หลักอย่างน้อย ได้แก่ แผง Solar และ Inverter
  4. ชื่อผู้ขอรับสิทธิต้องเป็นชื่อเดียวกับเจ้าของมิเตอร์ที่ติดตั้งระบบ Solar
  5. การได้รับสิทธิเงินสนับสนุนสามารถใช้สิทธิได้ 1 ครั้งต่อราย ตลอดโครงการ
  6. การรับบริการติดตั้งต้องผ่าน กฟน. กฟภ. หรือ Vendor ที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้า
  7. ใบกำกับภาษีค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งต้องระบุวันที่นับตั้งแต่วันที่เปิดลงทะเบียนรับสิทธิเงินสนับสนุนเป็นต้นไป
  8. ต้องยื่นคำขอเชื่อมต่อภายใน 31 ส.ค. 70 และต้องได้รับการเชื่อมต่อภายใน 30 ก.ย. 70
  9. เป็นผู้ไม่รับสิทธิลดหย่อนภาษี 200,000 บาท (พ.ร.ฎ. ฉบับที่ 805)
  10. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับสิทธิ แต่ไม่ขอรับสิทธิช่วยเหลือค่าไฟเป็นระยะเวลา 20 ปี
  11. เงินสนับสนุนค่าอุปกรณ์และติดตั้ง Solar รายละ 50,000 บาท ไม่เกิน 1,000,000 หลังทั่วประเทศ หรือจนกว่าวงเงินที่อนุมัติจะครบ

ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถขอสินเชื่อจากธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยการอนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของแต่ละธนาคาร

ประชาชนที่สนใจสามารถลงทะเบียนผ่านลิงก์ peoplesolar.pea.co.th สำหรับพื้นที่ให้บริการของ PEA หรือ peoplesolar.mea.or.th สำหรับพื้นที่ให้บริการของ MEA ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2570 โดยการได้รับสิทธิเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวงเงินสนับสนุนของโครงการ