“บินไทย” โชว์ผลงาน Q1/66 กำไร 1.2 หมื่นล้าน พร้อมคืนเงินเดือนพนักงานทุกคน 5% เริ่มพ.ค.นี้

ผู้ชมทั้งหมด 540 

“บินไทย” โชว์ผลประกอบการไตรมาส1 ปี 66 กำไรกว่า 1.2 หมื่นล้าน พร้อมคืนเงินเดือนให้พนักงานทุกคน 5% เริ่มพ.ค.นี้เป็นต้นไป ชงแผนควบรวมไทยสมายล์ต่อบอร์ดเจ้าหนี้พิจารณาเห็นชอบสัปดาหน้า คาดสิ้นปีปิดจ๊อบจบตำนานไทยสมายล์

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่สำนักงานใหญ่ การบินไทย ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI แถลงข่าวผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 1 ปี 2566ว่า บริษัทฯและบริษัทย่อยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 41,507 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 11,181 ล้านบาท หรือ คิดเป็น 271.2% ซึ่งมีปัจจัยสำคัญจากการเติบโตของรายได้การขนส่งผู้โดยสารจากการกลับมาให้บริการเที่ยวบินขนส่งผู้โดยสารเพื่อรองรับปริมาณความต้องการเดินทางที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางที่เป็นที่นิยม อาทิ ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ รวมทั้งกลับมาเริ่มให้บริการในเส้นทางสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา และมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ในเส้นทางทวีปยุโรป ออสเตรเลีย และประเทศญี่ปุ่นอยู่ในระดับที่สูงมาก

นายชาย กล่าวอีกว่า บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีค่าใช้จ่ายรวม 28,473 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนหน้าที่มีค่าใช้จ่าย 14,348 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายที่ผันแปรตามปริมาณการผลิตและปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน 9.7% โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 13,034 ล้านบาท ดีกว่าไตรมาส 1 ปี 2565 ที่ขาดทุน 3,167 ล้านบาท

โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีต้นทุนทางการเงินซึ่งเป็นการรับรู้ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (TFRS 9) จำนวน 3,549 ล้านบาท และมีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวที่ส่วนใหญ่มาจากการปรับโครงสร้างหนี้ การจำหน่ายสินทรัพย์ และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นรายได้รวม 2,987 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 12,523 ล้านบาท ในขณะที่ปีก่อนหน้าขาดทุน 3,243 ล้านบาท เป็นกำไรส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 12,514 ล้านบาท มี EBITDA หลังหักเงินสดจ่ายหนี้สินตามเงื่อนไขสัญญาเช่าเครื่องบินรวมค่าเช่าเครื่องบินจากการใช้เครื่องบินที่เกิดขึ้นจริง (Power by the Hours) 14,054 ล้านบาท ในขณะที่บริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด มีผลขาดทุนจากการดำเนินงานไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 172 ล้านบาท แต่มีรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจากการกลับรายการค่าใช้จ่าย 517 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 82 ล้านบาท

นายชาย กล่าวอีกว่า ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 31 มี.ค. 2566 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีเครื่องบินที่ใช้ทำการบินทั้งสิ้น 65 ลำ แบ่งเป็นของการบินไทย 45 ลำ และไทยสมายล์ 20 ลำ มีอัตราการใช้เครื่องบินเฉลี่ย 12.3 ชั่วโมงต่อวัน มีปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 121.4% ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้น 469.2% อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ย 83.5% สูงกว่าปีก่อนซึ่งเฉลี่ยที่ 32.5% และมีจำนวนผู้โดยสารที่ทำการขนส่งรวมทั้งสิ้น 3.52 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 245.1% อย่างไรก็ตามบริษัทฯ มีแผนเสริมฝูงบินด้วยเครื่องบินแอร์บัส  350 จำนวน 11 ลำ โดยปีนี้จะรับมอบ 4 ลำ ซึ่ง 2 ลำแรกภายในเดือนมิ.ย. และอีก 2 ลำประมาณเดือนส.ค.หรือก.ย.นี้ ส่วนอีก 7 ลำจะรับมอบในปี 67 ทั้งนี้เพื่อนำมาให้บริการในเส้นทางที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก อาทิ ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น

ส่วนสินทรัพย์บริษัทฯ มีรวมจำนวน 208,445 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากวันที่ 31 ธันวาคม 2565 จำนวน  10,267  ล้านบาท (5.2%) หนี้สินรวมจำนวน 266,948 ล้านบาท ลดลงจาก ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2565 จำนวน 2,254 ล้านบาท (0.8%)  ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ และบริษัทย่อยติดลบจำนวน 58,503 ล้านบาท ติดลบลดลงจากวันที่ 31 ธ.ค. 2565  จำนวน 12,521 ล้านบาท

นายชาย กล่าวอีกว่า ในปี 2566 บริษัทฯตั้งเป้ามีรายได้ประมาณ 1.3-1.4 แสนล้านบาท มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) 77 %  และมีจำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการตลอดทั้งปีประมาณ 9 ล้านคน ขณะที่ปี 2567 ตั้งเป้ามีรายได้ประมาณ 1.5-1.6 แสนล้านบาท มีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) 80 %  และมีจำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการตลอดทั้งปีประมาณ 12 ล้านคน

นายชาย กล่าวด้วยว่า ขณะนี้บริษัทฯมีผลการดำเนินงานที่ดี และมีกำไร ดังนั้นบริษัทฯจะดำเนินการคืนเงินเดือนจำนวน 5 % ให้กับพนักงานทุกคนจำนวน 1.1 หมื่นคน เฉลี่ยค่าใช้จ่ายเดือนละประมาณ 30 ล้านบาท โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนพ.ค.นี้เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่พนักงานหลังจากผ่านวิกฤติมาแล้ว

นายชาย ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างธุรกิจสายการบินในกลุ่มการบินไทย โดยยุติบทบาทของบริษัทไทยสมายล์ว่า ขณะนี้บริษัทฯ ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการเสร็จแล้ว จะนำเสนอคณะกรรมการเจ้าหนี้เพื่อขอความเห็นชอบในการประชุมสัปดาห์ที่ 3ของเดือนพ.ค.นี้ ก่อนนำเสนอรมว.คมนาคมในฐานะที่กำกับดูแลกิจการการบินพลเรือน เพื่อพิจารณาเห็นชอบการแก้ไขปรับปรุงแผนธุรกิจ ก่อนเสนอสำนักงานคณะกรรมการการบินพลเรือน(กบร.) คาดว่าภายในสิ้นปีนี้น่าจะสามารถบริหารงานที่เป็นทีมเดียวกันได้