บ้านปู กางยุทธศาสตร์ปี 2030 ทุ่มงบ 3,000 ล้านเหรียญฯ ปักหมุด Data Center สหรัฐฯ พร้อมลงทุนตามแผน PDP

Loading

“บ้านปู” กางยุทธศาสตร์ปี 2030 ทุ่มงบ 3,000 ล้านเหรียญฯ ปักหมุด Data Center สหรัฐฯ ลุยขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าก๊าซฯ ศึกษานิวเคลียร์ SMR พร้อมลงทุนตามแผน PDP มั่นในภาพรวมทั้งปี 69 เติบโตดีกว่าปี 68  

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU กล่าวว่า บ้านปูกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการเติบโตด้วยความแข็งแกร่ง ภายใต้กลยุทธ์ “Energy Symphonics” โดยบริษัทได้เดินหน้าสร้างความชัดเจนในพอร์ตโฟลิโอธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของโลก บ้านปูเตรียมงบลงทุนไว้ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ใช้สำหรับการลงทุนตั้งแต่ปี 2026 – 2030 โดยจัดสรรงบประมาณในสัดส่วน 60% ไปยังกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และอีก 40% ที่เหลือจะกระจายไปยัง กลุ่มธุรกิจเหมืองยุคใหม่ (Next-Gen Mining)

การลงทุนของบ้านปูจะมุ่งเน้นลงทุนในกลุ่มประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและมีโครงสร้างพลังงานขนาดใหญ่ เช่น อินโดนีเซีย จีน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันโครงสร้างรายได้ของบ้านปูกว่า 85% มาจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามการขยายการลงทุนนั้นบ้านปูจะเน้นลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ และธุรกิจไฟฟ้าเป็นหลัก โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จากธุรกิจก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้าให้มีสัดส่วนมากกว่า 50% ภายในปี 2030 จากปัจจุบันธุรกิจเหมืองถ่านหินมีสัดส่วน EBITDA ประมาณ 50% และตั้งเป้า EBITDA โต 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2566 ภายในช่วง 5 ปีข้างหน้า

รุกคืบปักหมุด Data Center สหรัฐฯ เจรจาดีลยักษ์ใหญ่ Hyperscale

นายสินนท์ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการพัฒนา Data Center ในประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันบ้านปูมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 2 โครงการ คือ 1.โครงการโรงไฟฟ้า Temple (ขนาดกำลังการผลิต 1,500 เมกะวัตต์) ซึ่งดำเนินธุรกิจในตลาดเสรี (Merchant Market) โดยมีแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างรายได้ที่มั่นคงด้วยการเจรจาทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) ร่วมกับ Data Center แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 เฟส ได้แก่ เฟสที่ 1 ในรูปแบบ Modular Unit (Gas Engine ขนาดเล็กเรียงต่อกัน ขนาดกำลังผลิตประมาณ 200 เมกะวัตต์) และ เฟสที่ 2 จะเป็นก๊าซเทอร์ไบน์ (Gas Turbine) ขนาดใหญ่ คาดว่าจะพร้อมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2028 หรือ 2029

2.โครงการโรงไฟฟ้า Jack County ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ใหม่ทั้งหมด (Greenfield Project) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพูดคุยรายละเอียดเชิงเทคนิค เชิงพาณิชย์ และสัญญา PPA กับกลุ่มผู้ให้บริการรายใหญ่  (Hyperscale) ซึ่งยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงและลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) ได้ในช่วงปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027 โดยตั้งเป้าหมายเจรจาร่วมกับพันธมิตรรายใหญ่ประมาณ 1-2 ราย ซึ่งความต้องการใช้พลังงานของกลุ่ม Hyperscale จะเริ่มต้นที่ระดับ 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป และคาดหวังว่าจะสามารถผลักดันให้ไปถึงระดับ 1,000 เมกะวัตต์ได้

เล็งศึกษา Data Center ในไทย-พร้อมขานรับร่างแผน PDP ฉบับใหม่

นายสินนท์ กล่าวว่า ในส่วนของตลาดพลังงานในประเทศไทย บ้านปูอยู่ระหว่างการศึกษาโอกาสในการพัฒนา Data Center (Explore) แต่ยังจำเป็นต้องรอความชัดเจนในเชิงนโยบายจากภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องค่าบริการสายส่ง (Wheeling Charge) โครงสร้างราคาค่าไฟฟ้า และความเสถียรของระบบไฟฟ้า (Firm Power)  

สำหรับความพร้อมต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่นั้น บ้านปูประเมินว่าโครงสร้างแผนจะมุ่งเน้นการผสมผสานระหว่างก๊าซธรรมชาติและพลังงานสะอาด ซึ่งบริษัทมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ (Expertise) ทั้งในด้านก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และระบบไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเข้ามาสนับสนุนและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ขณะที่พื้นที่โรงไฟฟ้า BLCP (โรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีสัญญา PPA จนถึงปี 2032) แม้จะมีพื้นที่ว่างที่สามารถรองรับการพัฒนา Data Center ได้ แต่ยังจำเป็นต้องทำการศึกษาเชิงลึกก่อน และต้องรอความชัดเจนนโยบายพลังงานตามแผน PDP ก่อน

รุกลงทุนเทคโนโลยี SMR สหรัฐฯ ปูทางนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต

นายสินนท์ กล่าวว่า นอกจากพลังงานหมุนเวียนแบบดั้งเดิมแล้ว บ้านปูยังเริ่มศึกษาเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ผ่านการลงทุนในบริษัท Arc Energy ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเป็นการร่วมลงทุนผ่านกองทุนร่วมทุน CBC แม้ปัจจุบันจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (Early Stage) เพื่อศึกษาเทคโนโลยีและแนวทางการเชื่อมโยงและบูรณาการ (Integrate) เทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้งานทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต โดยมองว่า SMR เป็นเทคโนโลยีทางเลือกที่สำคัญและจะเข้ามามีบทบาทในอนาคตอย่างแน่นอน โดยการดำเนินโครงการจะพิจารณาจากความคุ้มค่าและผลตอบแทนทางการเงินเป็นหลัก

มั่นใจภาพรวมปี 69 เติบโตดีกว่าปี 68

นายสินนท์ กล่าวว่า สำหรับทิศทางผลการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทคาดการณ์ว่าจะมีผลการดำเนินงานเป็นบวก เนื่องจากปริมาณการผลิต (Production) ของกลุ่มธุรกิจหลัก ทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และไฟฟ้า ยังคงเติบโตได้เป็นอย่างดีตามเป้าหมาย แม้ว่าราคาก๊าซธรรมชาติจะปรับตัวลดลงในตลาดโลก แต่บริษัทได้ดำเนินการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) เพื่อล็อกราคาขายในระดับสูงไว้ล่วงหน้า ทำให้ได้รับกำไรเพิ่มเติมจากส่วนนี้

นอกจากนี้ ในธุรกิจก๊าซธรรมชาติในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 1 BCF (พันล้านลูกบาศก์ฟุต) ต่อวัน บริษัทยังคงเดินหน้าศึกษาโอกาสขยายกำลังผลิตทั้งในรูปแบบออร์แกนิค (Organic Development) จากการพัฒนาหลุมก๊าซเดิมที่มีอยู่ และรูปแบบอินออร์แกนิค (Inorganic) ผ่านการเข้าซื้อกิจการข้างเคียง (M&A) เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตทั้งในส่วนก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า และเทคโนโลยี CCUS ตามโอกาสที่เหมาะสม ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานตลอดปีนี้ คาดว่าจะเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางปัจจัยท้าทายภายนอก ทั้งความผันผวนของตลาดการเงิน นโยบายรัฐ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก