ปตท.ลุ้นผลประกอบการไตรมาส 4 ปีนี้ ดีขึ้นจากไตรมาส 3

ผู้ชมทั้งหมด 857 

ปตท. คาด ปี2566 ราคาน้ำมันดิบอ่อนตัว อยู่ในกรอบ 85-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กดดันค่าการกลั่น(GRM) อ่อนตัวอยู่ที่ระดับ 7.3-8.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาก๊าซฯพุ่ง อยู่ที่ 43-48 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู เตรียมรับรู้รายได้ธุรกิจยาเต็มปี ลุ้นผลประกอบการไตรมาส 4 ปีนี้ ดีขึ้นจากไตรมาส 3 หลังคาดขาดทุนสต็อกน้ำมันน้อยลง   

นายธนพล ประภาพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยในงาน Oppday Q3/2022 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) PTT เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2565 โดยระบุว่า ทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2566 ปตท.คาดว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยอยู่ที่ 85-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อ่อนตัวลงจากปีนี้ ที่มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 96-101 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย นโยบายโควิด-19 เป็นศูนย์ของจีน ซึ่งเป็นปัจจัยที่เข้ามากดดันอุปสงค์ ส่วนอุปทาน การเพิ่มกำลังการผลิตของสหรัฐ คาดว่าจะทยอยเข้ามาต่อเนื่อง ขณะที่ระยะสั้น ราคาน้ำมันดิบจะได้รับปัจจัยหนุนการที่กลุ่ม G7 ใกล้เข้าสู่ช่วงขีดเส้นตายห้ามซื้อขายน้ำมันดิบจากรัสเซีย ในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ ประกอบกับโอเปก พลัส ลดกำลังการผลิตน้ำมัน 2  ล้านบาร์เรลต่อวัน

ส่วนราคาน้ำมันสำเร็จรูปปี 2566 คาดว่าจะอ่อนตัวลงทุกผลิตภัณฑ์ เมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ยปีนี้ ส่งผลให้ค่าการกลั่นสิงคโปร์(GRM) เฉลี่ยปี 2566 คาดว่า อ่อนตัวลงอยู่ที่ระดับ 7.3-8.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 9.6-10.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้ารูปแบบ Spot LNG ปี 2566 คาดจะอยู่ที่ 43-48 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ปรับเพิ่มขึ้นจากปีนี้ จากปัจจุบัน อยู่ที่ 33-38 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู

นอกจากนี้ ในส่วนของปิโตรเคมี ในปี 2566 ทั้งตลาดโอเลฟินส์ และอะโรเมติกส์ จะปรับตัวลดลงทุกผลิตภัณฑ์ ราว 4-6% จากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่อง ตามทิศทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น  อัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่า การควบคุมโควิด-19 ในจีน ขณะที่ยังมีปัจจัยบอกจากราคาวัตถุดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง เป็นช่วยสนับสนุนราคาผลิตภัณฑ์ทั้งสองสายให้สูงขึ้น

สำหรับทิศทางการดำเนินงานของกลุ่ม ปตท.ในปี 2566 พบว่า ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม(E&P) ในส่วนของวอลุ่มจะปรับเพิ่มขึ้น จากการเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซฯจากแหล่งเอราวัณ และแหล่งอื่นๆในอ่าวไทย โดยราคาขายก๊าซฯ เฉลี่ยคาดว่าจะปรับลงลงตามสัญญาซื้อขายใหม่ทั้งในส่วนของเอราวัณและบงกช

ธุรกิจก๊าซฯ คาดว่า ความต้องการก๊าซฯจะปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะความต้องการภาคไฟฟ้าที่สูงขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และปริมาณการผลิตก๊าซฯในอ่าวที่เพิ่มขึ้น จะทำให้กำลังการผลิตของโรงแยกก๊าซฯปีหน้า สูงขึ้นด้วย แต่ต้นทุนก๊าซฯเฉลี่ยยังคงได้รับแรงกดดันจากราคาเฉลี่ยLNG นำเข้าที่อยู่ในระดับสูง และธุรกิจน้ำมัน คาดการณ์ปริมาณการขายฟื้นตัวจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตามGDP ที่สูงขึ้น

ส่วนธุรกิจปิโตรเคมีและการโรงกลั่น ก็คาดว่า ในส่วนของโรงกลั่นฯ ได้รับแรงกดดันทำให้ GRM ปรับลดลงเล้กน้อยเมื่อเทียบกับปีนี้ อย่างไรก็ตาม แต่ประสิทธิภาพการกลั่นจะปรับเพิ่มขึ้นจากปีนี้ ที่มีการปิดซ่อมบำรุงใหม่ทั้ง IRPC และ GC ขณะที่ปิโตรเคมี ราคาน่าจะถูกดดันจากกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง

รวมถึงธุรกิจไฟฟ้า คาดว่าความต้องการใช้ในประเทศจะฟื้นตัวทางทิศทางเศรษฐกิจ แต่ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงจะกดดันต้นทุนเชื้อเพลิง

นอกจากนี้ ในส่วนของธุรกิจ Future Energy ในส่วนของ EV Chargers ของ “อรุณ พลัส” ตั้งเป้าหมายจะมีปั๊มชาร์จ อยู่ที่ 3,850 ยูนิค ภายในปี2566 และ OR ตั้งเป้า จะมี 850 สถานีภายในปี2566 ขณะที่ธุรกิจใหม่ จะมีการรับรู้รายได้ธุรกิจยาเข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีนี้ ซึ่งในปีหน้าก็จะรับรู้เต็มปี

อย่างไรก็ตาม ในปีหน้า จะมีแผนปิดซ่อมบำรุงโรงแยกฯ แห่งที่ 2,3 ประมาณ 15-20 วัน, โรงแยกก๊าซฯอีเทน (Ethane Separation Plant: ESP) ปิดซ่อมบำรุง ประมาณ 60 วัน ส่วนของปิโตรเคมีและโรงกลั่น ก็จะมีหยุดดำเนินการตามการปิดซ่อมบำรุงของโรงแยกก๊าซฯ

ทั้งนี้ ความคืบหน้าโครงการที่จะเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ จะมีโครงการ LNG Terminal 2 รองรับก๊าซฯปริมาณ 7.5 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะ COD ไตรมาส4 ปีนี้ รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอินเดียของ GPSC จะทยอย COD ได้ตามแผนงาน ,โครงการการสร้างท่อส่งก๊าซฯ เส้นที่ 5  แบ่งออกเป็น 3 เฟส โดดยเฟสที่ 1 ก่อสร้างแล้วเสร้จตามแผนงาน ส่วนเฟส 2- 3 คาดว่าจะ จะดำเนินงานได้ช่วงครึ่งแรกของปีหน้า

สำหรับโครงการที่จะดำเนินงานเชิงพาณิชย์ในปีหน้า ได้แก่ โครงการก่อสร้างโรงงานโอเลฟินส์ 2 และโครงารผลิตพลาสติกคุณภาพสูง (Kuraray GC Aavanced Materials) จะเริ่มดำเนินการไตรมาส 1 ปีหน้า อีกทั้ง โรงงานผลิตโปรตีนจากพืช ของ NRPT คาดว่า จะผลิตเชิงพาณิชย์ได้ ไตรมาส 2ปีหน้า  

“แนวโน้มผลประกอบการของบริษัท ในไตรมาส4ปีนี้ คาดว่า ราคาน้ำมันดิบจะปรับลดลงไม่มาก ซึ่งน่าจะส่งผลให้เกิดการขาดทุนจากสต็อกน้ำมันน้อยกว่าไตรมาส 3 ที่ผ่านมา”

ส่วนกำลังการผลิตก๊าซฯ จากแหล่งเอราวัณ ในปี2566 คาดว่า จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 300-400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเพิ่มเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในปี 2567 ขณะที่ปี2566 คาดว่า ปริมาณ Spot LNG จะอยู่ที่ 3 ล้านตัน

นายธนพล กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) มีนโยบายของความร่วมมือปตท. ให้นำแบ่งเงินรายได้จากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ประมาณ 1,500 ล้านบาท ต่อเดือนเป็นเวลา 4 เดือน เพื่อนำมาช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้กับกลุ่มคนเปราะบางในงวด ม.ค.-เม.ย.2566 นั้น

ขณะนี้ ปตท.ในฐานะบริษัทพลังงานของชาติ และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพยฯ จะดำเนินการโดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายอย่างสมดุล  ซึ่งแนวทางการช่วยเหลือก็อยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างรอบคอบ