ผู้ถือหุ้น PTTGC ไฟเขียวแผนเพิ่มวงเงินหุ้นกู้ 3 พันล้านเหรียญ

ผู้ชมทั้งหมด 681 

ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น PTTGC เห็นชอบแผนการออกและเสนอขายหุ้นกู้เพิ่มขึ้นอีก 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รองรับการลงทุน 5 ปี(65-69) ด้าน “คงกระพัน” ลั่น พร้อมลุยพัฒนาโครงการในมือให้แล้วเสร็จตามแผนต่อยอดการเติบโตระยะยาว

วันนี้( 4 เม.ย.2565) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ได้จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2565 ของบริษัท โดยมีวาระสำคัญที่ได้นำเสนอให้ผู้ถือหุ้นพิจารณาคือแผนการออกและเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นอีก 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำมาใช้ชำระคืนเงินกู้ยืม, สนับสนุนการลงทุน และใช้ในการดำเนินกิจการทั่วไปของบริษัทฯ

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTGC ระบุว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2565 ได้มีมติเห็นชอบแผนการออกและเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าว และเมื่อรวมกับแผนออกหุ้นเดิมวงเงิน 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่เคยได้รับอนุมัติในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปี 2563 ส่งผลให้บริษัทมีวงเงินรวมในการออกและเสนอขายหุ้นกู้อยู่ที่ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดบมีระยะเวลาการดำเนินงาน 5 ปี (2565-2569) และสามารถทำการออกและเสนอขายได้ใหม่ (Revolving Principal)

ทังนี้ ตามแผนการลงทุน 5 ปี (2565-2569) บริษัท มีความต้องการใช้เงินลงทุนประมาณ 231,168 ล้านบาท หรือคิดเป็น 7,201 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็น

1. ภาระการชำระคืนเงินกู้ระยะยาวรวมประมาณ 122,238 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3,808 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แบ่งเป็น ปี 2565 จำนวน 38,455 ล้านบาท, ปี 2566 จำนวน 31,786 ล้านบาท, ปี 2567 จำนวน 20,287 ล้านบาท, ปี 2568 จำนวน 18,375 ล้านบาท และปี 2569 จำนวน 13,335 ล้านบาท

2. แผนการลงทุน (CAPEX) ที่ได้รับอนุมัติแล้วและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง 108,930 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3,393 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

สำหรับทิศทางการลงทุนของบริษัทในปี 2565 นั้น ยังมีโครงการสำคัญที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ได้แก่ โครงการพลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง โดยได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน ได้แก่ บริษัท คุราเร่ จีซี แอดวานซ์ แมททีเรียลส์ จำกัด เพื่อดำเนินการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูงประเภท High Heat Resistant Polyamide-9T (PA9T) กำลังการผลิตที่ 13,000 ตันต่อปี และ Hydrogenated Styrenic Block Copolymer (HSBC) กำลังการผลิตที่ 16,000 ตันต่อปี คาดว่าเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2565

รวมถึง โครงการปรับปรุงโรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 (Olefins 2 Modification Project) ซึ่งจะทำให้โรงโอเลฟินส์หน่วยที่ 2 ของบริษัทฯ สามารถใช้โพรเพนเป็นวัตถุดิบในการผลิตได้เพิ่มขึ้น คาดว่าเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 1/66

ขณะที่โครงการปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ ปัจจุบันบริษัทฯ ยังอยู่ระหว่างการหาพาร์ทเนอร์ หลังจาก บริษัท Daelim Industrial Co., Ltd. (แดลิม) เกาหลีใต้ที่ได้ถอนตัวไป โดยมีความต้องการพาร์ทเนอร์อย่างน้อย 2 ราย ซึ่งหากมีความชัดเจนจะแจ้งให้นักลงทุนทราบต่อไป   

ส่วนผลการดำเนินงานในปีนี้ คาดว่ายอดขายจะเติบโตดีกว่าปีก่อน ที่ทำได้ 465,128 ล้านบาท เนื่องจากจะได้กำลังการผลิตใหม่จาก Allnex ที่มีอยู่เกือบ 2 ล้านตันต่อปี เข้ามาสนับสนุน ซึ่งจะส่งผลให้กำลังการผลิตรวมในปีนี้ปรับตัวขึ้นได้ 2% ขณะเดียวกันก็ยังช่วยสนับสนุนอัตรากำไร (margin) ของบริษัทให้อยู่ในระดับที่คงที่มากขึ้น หรือไม่ผันผวนไปตามธุรกิจหลักเหมือนในอดีต เนื่องจาก Allnex มีกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA margin) ค่อนข้างทรงตัวอยู่ที่ 17-18%