“พิพัฒน์” ดันไทยเชื่อมโลกขนส่ง น้ำ-อากาศ ลุยทางคู่ 1,479 กม. – ปั้นเมืองใหม่กรุงเทพอภิวัฒน์

Loading

“พิพัฒน์“ ชูแผนลดต้นทุนโลจิสติกส์ ดันไทยเชื่อมโลกขนส่ง น้ำ-อากาศ ปั้นเมืองเศรษฐกิจใหม่รอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ พัฒนารถไฟทางคู่เพิ่มเติม 1,479 กิโลเมตร ปรับปรุงท่าเรือกรุงเทพเป็น Premium Port ย้ำทุกโครงการสำคัญคือลงมือทำจริง  

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “โครงสร้างพื้นฐานขับเคลื่อนประเทศไทย (Infrastructure Blueprint for the Future)” บนเวที Nation Forum 2027 ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน โดยประกาศทิศทางการพลิกโฉมโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทยครั้งสำคัญ มุ่งเชื่อมโยงระบบขนส่งทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้เป็นโครงข่ายเศรษฐกิจเดียวกัน เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการเดินทาง การค้า และโลจิสติกส์ของภูมิภาค

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ สามารถเชื่อมโยงจีน อาเซียน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป แต่ที่ผ่านมาโครงสร้างพื้นฐานหลายระบบยังไม่เชื่อมต่อกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการสร้างโครงการแยกส่วน มาเป็นการพัฒนาโครงข่ายที่เชื่อมต่อกันทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนเดินทางสะดวกขึ้น ผู้ประกอบการลดต้นทุน และเกิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ในทุกภูมิภาค

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการยกระดับระบบรางให้เป็นโครงข่ายหลักด้านโลจิสติกส์ โดยเดินหน้าพัฒนารถไฟทางคู่เพิ่มเติม 1,479 กิโลเมตร พร้อมผลักดันนโยบาย Open Access เปิดโอกาสให้เอกชนร่วมประกอบกิจการขนส่งทางราง เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐลงทุนไว้ให้คุ้มค่ามากขึ้น

ปัจจุบันมีการใช้ความจุระบบรางเพียงประมาณ 35% โดยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 50–55% ภายในปี 2572 และ 65–70% ภายในปี 2577 เพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่งสินค้าทางรถไฟ ลดการพึ่งพาการขนส่งทางถนน และลดต้นทุนโลจิสติกส์ในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาโครงข่ายมอเตอร์เวย์ M8 และ M82 เชื่อมกรุงเทพมหานครสู่ภาคใต้

นายพิพัฒน์ ยังเสนอแนวคิดพัฒนาท่าเรือสองฝั่งทะเล เชื่อมอ่าวไทยและอันดามันด้วยระบบราง เพื่อเปิดเส้นทางการค้าใหม่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย เพิ่มทางเลือกให้การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และสร้างโอกาสให้ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางขนส่งทางทะเล

พร้อมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการบิน Aviation Hub โดยยกระดับสนามบินไทยจากศูนย์กลางการเดินทาง สู่ศูนย์กลางการขนส่งสินค้ามูลค่าสูง โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มขีดความสามารถคลังสินค้าทางอากาศจาก 1.77 ล้านตัน เป็น 2.36 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2572 เพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การส่งออก การลงทุน และการจ้างงาน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือแนวคิดพลิกโฉมพื้นที่ท่าเรือคลองเตยกว่า 2,353 ไร่ โดยศึกษาการปรับบทบาทท่าเรือกรุงเทพให้เป็น Premium Port รองรับสินค้ามูลค่าสูง ควบคู่กับการพัฒนาพื้นที่บางส่วนเป็นย่านเศรษฐกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยา ศูนย์กลางธุรกิจ การค้า และการท่องเที่ยวแห่งใหม่ โดยย้ำว่าการพัฒนาพื้นที่ต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในชุมชนเดิม ทั้งการจัดหาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ระบบสาธารณูปโภค การศึกษา การพัฒนาทักษะอาชีพ และการสร้างงาน โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่

ขณะเดียวกัน ยังเสนอแนวคิดพัฒนาพื้นที่รอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เกือบ 1,500 ไร่ ให้เป็น Smart City และศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพมหานคร เชื่อมระบบรถไฟ รถโดยสาร และทางพิเศษเข้าด้วยกัน พร้อมพื้นที่ธุรกิจ ที่อยู่อาศัย และพื้นที่สาธารณะ เพื่อสร้างเมืองที่ประชาชนสามารถเดินทาง ทำงาน และใช้ชีวิตได้สะดวกยิ่งขึ้น

ช่วงท้าย นายพิพัฒน์ ย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน คือ “ชีวิตและโอกาสที่ดีกว่าของคนไทย” ซึ่งต้องสะท้อนผ่านการเดินทางที่สะดวกขึ้น ต้นทุนที่ลดลง การสร้างงานและรายได้ ตลอดจนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม  โดย“หน้าที่ของรัฐบาคือการลงมือทำตามนโยบาย และทำให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง”