“พลังงาน” กางแผนอุ้มค่าไฟงวดแรกปี66 ไม่เกิน 5 บาทต่อหน่วย

ผู้ชมทั้งหมด 622 

“พลังงาน” เตรียมชงกพช.เดือน พ.ย.นี้ ออกมาตรการบรรเทาผลกระทบราคาพลังงานเป็นของขวัญปีใหม่มอบให้คนไทย พร้อมกางตรึงค่าไฟฟ้างวดแรกปี66 (ม.ค.-เม.ย.) อยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย แย้มดูแลผู้ใช้ฟ้าไม่เกิน 300 หน่วย และ 500 หน่วยต่อไป กระทรวงต่างประเทศ คาดราคาพลังงานโลกยังขาขึ้น แนะคนไทยร่วมมือประหยัดสอดคล้องทิศทางโลก ขณะที่ “แพนเค้ก -เขมนิจ จามิกรณ์” ร่วมกระตุ้นคนไทย ตระหนักใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า พร้อมแนะรัฐออกมาตรการกึ่งบังคับ สร้างส่วนร่วมช่วยชาติประเทศพลังงาน

วันนี้ 27 ตุลาคม 2565 สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จัดเสวนาหาทางออก ฝ่าวิกฤติ “พลังงานโลก” ทางรอด “พลังงานไทย” ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว ห้องกรุงเทพ 2 โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเสวนา นำโดยนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน นางสาวสมฤดี พู่พรอเนก รองอธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ และนักแสดงชั้นนำ แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อวางแนวทางรับมือต่อวิกฤติที่เกิดขึ้น

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน บรรยายในหัวข้อ “ถอดบทเรียนวิกฤติพลังงานโลก สะเทือนถึงไทย” ว่า ประเทศไทยและทั่วโลก ต่างเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา และนำไปสู่มาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศ ส่งผลให้การใช้พลังงานลดลง และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับลดลงอย่างมาก แต่แล้วเมื่อโควิด-19 เริ่มคลี่คลายลงในช่วงปลายปี 2564 ความต้องการใช้น้ำมันก็กลับมาเพิ่มขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และถูกซ้ำเติมจากปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.พ.2565 ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้น โดยน้ำมันดีเซล ทำสถิติสูงสุดไปแตะ 180 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนมี.ค.2565 น้ำมันดิบ แตะระดับ 145 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเบนซิน อยู่ที่ระดับ 160  ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

โดยในช่วงวิกฤติดังกล่าวส่งผลให้ราคาพลังงานปรับขึ้นยกแพง ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รัฐบาลจึงได้งัดมาตรการที่มีอยู่ออกมารับมือ ซึ่งในช่วงนั้นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีเงินสะสมอยู่ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ก็นำไปใช้อุดหนุนราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม(LPG) และอุดหนุนต่อเป็นเวลา 2 ปี ก่อนทยอยปรับขึ้นราคาถังขนาด 15 กิโลกรัม 15 บาทต่อถัง จนล่าสุด ราคาขายปลีกตรึงไว้อยู่ที่  408 บาทต่อถัง จากต้นทุนที่แท้จริงควรปรับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 460 บาทต่อถัง

ด้านราคาน้ำมันดีเซล ประเทศไทยเอง ถือเป็นประเทศนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลัก แม้จะมีการผลิตน้ำมันจากแหล่งบนบกในประเทศได้เอง แต่ก็มีสัดส่วน อยู่ที่ 8% เท่านั้น ที่เหลือ 92% เป็นการการนำเข้า และส่วนใหญ่นำเข้าจากตะวันออกกลาง จึงต้องอ้างอิงราคาดูไบมา โดยในช่วงไตรมาส 1 ปี2565 ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นไปทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล  ทางกระทรวงการคลัง  ก็ได้ออกมาตรการเมื่อวันที่ 17 ก.พ.2565 ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 3 บาทต่อลิตร

ขณะที่กระทรวงพลังงาน ก็ได้ปรับลดสัดส่วนการผสมน้ำมันไบโอดีเซล จากบี 7, บี20,บี10 เหลือแค่ บี5 ซึ่งในช่วงเวลานั้นเงินกองทุนน้ำมันฯ ยังไม่มีสถานะติดลบ ทางกลุ่มรถบรรทุกก็ออกมาเรียกร้องให้รัฐตรึงราคาดีเซล รัฐบาลก็ได้แบ่งเงินจากกองทุนน้ำมันฯ เข้ามาช่วยพยุงราคาไม่ให้เกิน 35 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน จนปัจจุบัน กองทุนน้ำมันฯติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า สัดส่วน 70% ซึ่งเดิมมาจากแหล่งก๊าซฯในประเทศ ก็ต้องหันไปนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) จากต่างประเทศ หลังเกิดปัญหาเปลี่ยนผ่านการบริหารจัดการก๊าซฯแหล่งเอราวัณ ทำให้กำลังผลิตก๊าซฯ ลดลงเหลือประมาณ 200-300 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งปัจจุบัน ปตท.สผ.ที่เป็นผู้บริหารจัดการแหล่งเอราวัณฯ ก็อยู่ระหว่างเร่งการผลิตก๊าซฯอย่างเต็มที่ และที่ผ่านมารัฐได้ให้ กฟผ.เข้าไปช่วยแบกรับภาระจากการชะลอปรับขึ้นค่าไฟฟ้าจนเป็นเงินกว่า 1 แสนล้านบาทแล้ว

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบในไตรมาส 3-ไตรมาส 4 ปีนี้ ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 95-98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้ น้ำมันดิบยังมีความต้องการใช้สูงขึ้น เพราะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวในต่างประเทศ ทำให้ราคาพลังงานในช่วงปลายปียังมีความเสี่ยงด้านราคา โดยประเมินว่า ช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ ราคาก๊าซ LNG จะปรับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 40-50 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ขณะที่ดูราคา spot LNG เดือน ธ.ค.นี้ คาดว่า จะอยู่ที่ 30 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ขณะที่ มอร์แกนสแตนเลย์ คาดการณ์ปี 2566 ราคาLNG จะอยู่ 39 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู และไตรมาส 2 จะปรับขึ้นไปแตะ 50 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของ กลุ่มปริซึม ปตท. (PTT PRISM) มองว่า จะอยู่ประมาณ 39 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบในปี 2566 อยู่ที่ระดับ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ยังเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ เพราะปัจจุบัน กองทุนน้ำมันฯ ก็ใช้เงินเข้าไปพยุงราคาดีเซล ประมาณ 2-3 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกเกิน 35 บาทต่อลิตร จากก่อนหน้าที่ที่ต้องเข้าไปพยุงถึง 14 บาทต่อลิตร ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบแตะระดับ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นายกุลิศ กล่าวว่า กระทรวงพลังงาน ยังเตรียมดำเนินมาตรการพยุงอัตราค่าไฟฟ้าในไตรมาส 4 ปีนี้ ถึง ไตรมาส 1 ของปี 2566 หรือ งวดแรกของปี2566(ม.ค.-เม.ย.) ให้อยู่ในอัตราไม่เกิน 4.72 บาทต่อหน่วย เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันที่ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยหากราคา LNG สูงเกิน 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ก็จะให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และโรงไฟฟ้าเอกชน หันไปใช้น้ำมันดีเซลเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าทดแทนก๊าซฯ ซึ่งคาดว่า จะใช้ดีเซล ประมาณ 200-300 ล้านลิตร

รวมถึงขยายระยะเวลาปลดระวางโรงไฟฟ้าแม่เมาะ(ถ่านหิน) โรงที่ 8 ที่จะหมดอายุ 31 ธ.ค.2564 ให้ยืดอายุต่อไปอีก 2 ปี ทำให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าเข้าระบบเพิ่มประมาณ 300 เมกะวัตต์ ในอัตราประมาณ 2-3 บาทต่อหน่วย และยังมีแผนให้นำโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงที่ 4 ที่ปลดระวางไปแล้ว กลับมาเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเข้าระบบอีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษา EIA คาดว่าจะมีความชัดเจนใน 2-3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเข้าระบบอีก 200 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ จะต้องเร่งการผลิตก๊าซฯจากแหล่งในประเทศ ทั้งการเร่งเพิ่มกำลังผลิตก๊าซฯแหล่งเอราวัณ และเพิ่มการผลิตก๊าซฯแหล่งอื่นๆ ตลอดจนการจัดซื้อก๊าซฯจากเมียนมา เพิ่มเติมทั้งแหล่งซอติก้า และยาดานา รวมถึงซื้อก๊าซฯเพิ่มจากองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย หรือ MTJA อีกทั้งการรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากลาว เพิ่มเติม

รวมถึง ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(อีวี) เพื่อลดการใช้น้ำมัน ซึ่งจากข้อมูลช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ยอดซื้อรถอีวี เพิ่ม 223% หรือ อยู่ที่ 13,298 คัน ซึ่งบอร์ดอีวี ก็อยู่ระหว่างจัดทำมาตรการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนผลิตแบตเตอรี่ในประเทศ เพื่อลดต้นทุนรถอีวี ให้ประชาชนเข้าถึงรถอีวี ได้ง่ายขึ้น รวมถึงดูแลเรื่องของการจัดทำระบบชาร์จไฟฟ้าที่บ้านเพื่ออำนวยความสะดวก ขณะเดียวกัน 3 การไฟฟ้า คือ กฟผ.,กฟน.และกฟภ. ก็ได้เร่งประสานงานจัดทำเรื่องข้อมูลเชื่อมโยงการใช้แอพลิเคชันรองรับการใช้งานรถอีวีที่หลากหลายยี่ห้อ ให้สามารถเชื่อมฐานข้อมูลทั้งระบบ และในช่วงกลางปี 2566 กฟผ.จะเริ่มจัดทำระบบชำระค่าบริการชาร์จไฟฟ้าของรถอีวีที่ชำระร่วมกันได้

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงาน ยังเร่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เข้าสู่ระบบตามแผนพีดีพี ฉบับใหม่ รวมกว่า 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ฯ ถึง 6,000 เมกะวัตต์ และมีโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ.อีกประมาณ 2,700 เมกะวัตต์ แม้ว่า กฟผ.จะมีศักยภาพทำได้ถึง 10,000 เมกะวัตต์ใน 20 ปี ตลอดจนพื้นที่เหมืองแม่เมาะของ กฟผ. ที่หากใน 20ปีข้างหน้า เลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหิน ก็ยังมีศักยภาพที่จะทำโซลาร์ฟาร์มได้อีก ทำให้ต่อไป กฟผ.จะกลายเป็นผู้ลงทุนพลังงานสะอาด รวมถึงรัฐยังเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลมอีก 5 เท่า เป็น 1,500 เมกะวัตต์ และรับซื้อไฟฟ้าจากขยะด้วย ดังนั้น การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นกว่า 10,000 เมกะวัตต์ในอนาคต ภาครัฐจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้าให้ทันสมัย ทำเรื่องสมาร์ทกริด และสมาร์ทมิเตอร์ ให้พร้อมรองรับเรื่องของพลังงานหมุนเวียน และรถอีวี ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

รวมถึง ยังต้องดำเนินการเรื่องของเทคโนโลยีพลังงานใหม่ๆ เช่น ระบบกักเก็บคาร์บอน CCS และ CCUS ตลอดจนการทำเรื่องของกรีนไฮโดรเจน  และในการประชุม APEC 2022 ในเดือน พ.ย.นี้ ประเทศไทยจะมีการลงนาม MOU กับต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เข้ามาทำเรื่องของ CCUS รถอีวี  ไฮโดรเจน และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เป็นต้น

“กระทรวงพลังงาน เตรียมจัดทำของขวัญปีใหม่ให้คนไทย โดยจะเสนอในการประชุม กพช.เดือน พ.ย.นี้ พิจารณาทั้งเรื่องของ LPG และค่าไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งในส่วนของค่าไฟ ยังจะดูกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วย และ 500 หน่วยต่อ รวมถึงจะมีมาตรการเสริมสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปด้วย”

สำหรับความคืบหน้าการกู้เงินของกองทุนน้ำมันฯ หลังจากกระทรวงการคลัง ได้เข้ามาค้ำประกันเงินกู้ วงเงิน 150,000 ล้านบาท ตามกำหนดระยะเวลา 1ปี (6 ต.ค.65-5ต.ค.66) นั้น ทาง สกนช.อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดการใช้เงิน และแผนชำระหนี้มาเสนอ คาดว่า จะออกประกาศเชิญชวนให้สถาบันการเงินร่วมเสนอเงินกู้ได้ต้นเดือนพ.ย.นี้ และน่าจะได้รับเงินกู้ก้อนแรกในเดือน พ.ย.นี้ เบื้องต้น แผนเงินกู้ จะเป็นการทยอยกู้เงิน 12 งวด โดย 1-2 งวดแรก วงเงินอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท งวดต่อไปวงเงิน 20,000 ล้านบาท แต่จะต้องกู้เงินให้เสร็จตามระยะเวลาเงื่อนไข 1 ปี แต่ในส่วนของการชำระเงินกู้ยังดำเนินการไปต่อเนื่อง ซึ่งในอดีตที่เคยกู้เงิน 70,000 ล้านบาท จะใช้เวลาชำระคืนประมาณ 3-4 ปี

นายกุลิศ ยังกำชับว่า ภาครัฐได้งัดมาตรการเข้ามาดูแลผลกระทบราคาพลังงานอย่างเต็มที่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญคือ คนไทยทุกคนจะต้องตระหนักถึงการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า และต้องเริ่มเรื่องการประหยัดพลังงานอย่างจริงจัง เพราะ ค่าไฟฟ้า จะไม่ใช่ของถูกอีกต่อไป ดังนั้น กลุ่มบ้านอยู่อาศัย ก็ต้องเริ่มการประหยัดอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น แอร์ และขยายสู่ระดับสาธารณะ เช่น ญี่ปุ่น ที่เปิดแอร์ 28 องศาในอาคาร เป็นต้น แต่ที่สำคัญสถานประกอบการขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงงาน ที่มีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าปริมาณสูงจะต้องมุ่งเรื่องการประหยักพลังงานอย่างจริงจัง ก็จะช่วยประเทศประหยัดต้นทุนนำเข้าเชื้อเพลิงลงได้ 

นางสาวสมฤดี พู่พรอเนก รองอธิบดีกรมยุโรป กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ความขัดแย้งของรัสเซีย และยูเครน ที่เกินเวลายาวนานมากว่า 8 เดือน และน่าจะยังยืดเยื้อต่อไปอีกนั้น ทำให้เกิดวิกฤติพลังงานไปทั่วโลก  โดยทำให้อุปทานลดลง และราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลกระทบต่อเนื่องให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอยู่ในระดับสูง และกระทบภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก เพราะรัสเซีย เป็นผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 2 ของโลก และส่งออกก๊าซธรรมชาติ อันดับ 1 ของโลก สำหรับในส่วนของสหภาพยุโรป (อียู) ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน เพราะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากยุโรปในส่วนส่วนสูงมาก โดยนำเข้าก๊าซธรรมชาติ สัดส่วน 40% น้ำมัน 27% และถ่านหิน 46% คิดเป็นมูลค่า 3,714 ล้านบาท ส่งผลให้ยูโรปต้องออกกฎหมาย และมาตรการต่างๆ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซีย

“พลังงานเป็นเรื่องสำคัญมากของยุโรป โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว อียูจึงต้องออกกฎหมาย และมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยลดผลกระทบให้กับประชาชน และลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียให้ได้ โดยตั้งเป้าหมายลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียให้ได้ 2 ใน 3 ภายในปีนี้ ล่าสุดเหลือการนำเข้าเพียง 20% แล้ว ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในยุโรปให้ได้ 45% ภายในปี 2573 รวมถึงแสวงแหล่งพลังงานจากที่อื่น เพิ่มการสำรองก๊าซธรรมชาติให้ได้ 80% ล่าสุดสำรองเพิ่มได้มากกว่า 85% แล้ว นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชน เพื่อลดผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เช่น ช่วยเหลือค่าไฟฟ้า กำหนดเพดานราคา เป็นต้น”

สำหรับประเทศไทย การแก้ปัญหา และรับมือผลกระทบให้กับประชาชน คล้ายๆ กับของอียู แต่โดยส่วนตัว ต้องการให้คนไทย ประหยัดการใช้พลังงาน ไฟฟ้าอย่างจริงจังมากกว่านี้ ส่วนการที่รัฐบาลช่วยเรื่องาคาพลังงาน เป็นสิ่งที่ดี แต่โดยส่วนตัว อยากให้ภาครัฐ พิจารณาราคาที่จะช่วยเหลือให้เหมาะสมกว่านี้ เพราะ[JP1] การให้ประชาชนยังต้องจ่ายค่าไฟฟ้า หรือน้ำมันในราคาต่ำเกินไป เพราะรัฐอุดหนุน ก็อาจไม่ได้ตระหนักถึงการประหยัดอย่างจริงจัง เพราะยังรู้สึกว่า ยังสามารถจ่ายได้

นอกจากนี้  ภาครัฐอาจหาพันธมิตรประเทศต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ในการแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน และดึงคนไทยมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา และประหยัดอย่างจริงจัง เพราะไม่ว่ารัฐจะหามาตรการช่วยเหลืออย่างไร แต่หากคนไทยไม่ตระหนักถึงการประหยัด หรือใช้อย่างรู้คุณค่าอย่างจริงจัง รัฐบาลช่วยเหลือเท่าไรก็ไม่เพียงพอ

ดร.เขมนิจ จามิกรณ์ (แพนเค้ก) นักแสดงชั้นนำ กล่าวในหัวข้อ “ประหยัดพลังงานสไตล์ซุปเปอร์โมเดลรักษ์โลก” ว่า ในฐานประชาชนผู้ใช้พลังงาน ก็ได้รับผลกระทบจากอัตราค่าไฟฟ้าที่ปรับขึ้น และที่บ้านก็มีสมาชิกอยู่รวมกันหลายคน ดังนั้น ในช่วงที่อยู่บ้านพร้อมกันหลายคนก็จะเกิดการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่ละครัวเรือนก็ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับรายจ่ายค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

โดยมองว่า การประหยัดพลังงาน ต้องเริ่มจาก “ตัวเรา” และสมาชิกในบ้านต้องร่วมกันประหยัดพลังงาน ลดการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเท่าที่จำเป็น กำชับคนในบ้านให้ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อเลิกใช้งานแล้ว ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆน้อย เช่น การเปิด-ปิดตู้เย็นให้น้อยลง หันไปออกกำลังกายนอกสถานที่เพื่อลดการใช้ไฟในบ้าน น้องหมา ก็เคยอยู่ห้องแอร์ตอลด ก็ใช้พัดลมแทนในช่วงที่อากาศไม่ร้อนมาก

“ตอนนี้ ต้อง mindset สมาชิกในครอบครัว ติดป้ายกระดาษไว้เลย เตือนสมาชิกในบ้าน ให้ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า เท่าที่จำเป็น และการได้มาฟังข้อมูลวันนี้ ทำให้รู้ว่า สถานการณ์พลังงานหนักกว่าที่คิด ยากกว่าที่คิด เราไม่ได้อยู่ในสาขาวิชาชีพนี้ พอฟังแล้ว ต้องกลับไปตื่นตัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น และพร้อสนับสนุนทุกโครงการของรัฐ เพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน และปรับตัวเองให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป”  

ส่วนเรื่องของรถอีวี ก็อยากมีรถใช้บ้าง ก็พยายามปรับการใช้ชีวิตให้เข้ากับโลกใหม่ๆมากขึ้น แต่ยังมีคำถามว่า จำนวนรถ และสถานีชาร์จมีเพียงพอรองรับการใช้งานเต็มรูปแบบหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ฝากให้ประชาชนทั่วไปร่วมตระะหนักรู้ถึงความสำคัญของการประหยัดพลังงานมากขึ้น และให้ส่วนของหน่วยงานภาครัฐเอง ก็ควรปรับรูปแบบการประชาสัมพันธ์มาตรการประหยัดพลังงานให้เข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น เข้าถึงคนทุกกลุ่มได้ เช่น การนำเรื่องแอพลิเคชันเข้ามาใช้  ก็ตลอดจนการออกมาตรการกึ่งบังคับเพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงการประหยัดพลังงาน