![]()
ในยุคที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างสำคัญ การบริหารจัดการและจัดสรรทุนสนับสนุนภายใต้กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ถือเป็นฟันเฟืองชิ้นเอกในการผลักดันนโยบายด้านพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงานให้เกิดความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางความคาดหวังของสังคมที่มุ่งเน้นความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดในการให้ทุนด้านการอนุรักษ์พลังงาน “คณะอนุกรรมการประเมินผลโครงการ” จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกหลักในการคัดกรอง ติดตาม และประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
คณะอนุกรรมการชุดนี้ ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. 2569 โดยมีรองปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธาน พร้อมด้วยทีมผู้แทนจากหน่วยงานระดับยุทธศาสตร์ของประเทศมาร่วมเป็นกรรมการ เช่น สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.), กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์), สภาวิศวกร และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
โดยมีอำนาจหน้าที่อย่างครอบคลุมเพื่อไม่ให้มีช่องโหว่ในการทุจริตหรือทำงานหย่อนประสิทธิภาพ ดังนี้
• วางเกณฑ์และประเมินความเสี่ยง: กำหนดแนวทางและเกณฑ์มาตรฐานในการติดตาม ตั้งแต่ก่อนเริ่มโครงการ
• คุมเข้มการใช้จ่าย: ตรวจสอบผลการดำเนินงานและเงินงบประมาณให้ตรงตามวัตถุประสงค์และแผนงานที่อนุมัติ
• ประเมินรอบด้าน: วัดผลสัมฤทธิ์ทั้งมิติสังคม เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาพลังงาน เพื่อรายงานตรงต่อคณะกรรมการกองทุนฯ
• เรียกตรวจสอบ: มีอำนาจเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง ชี้แจง หรือส่งเอกสารหลักฐานประกอบการประเมินผลได้ทันที
ปัจจุบันคณะอนุกรรมการฯ ได้ยกระดับการตรวจสอบสู่มาตรฐานสากล โดยร่วมมือกับบริษัทที่ปรึกษาเพื่อนำเกณฑ์ระดับนานาชาติอย่าง DAC/OECD Criteria มาใช้ในการตัดเกรดคะแนนอย่างตรงไปตรงมา โดยแบ่งการประเมินออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ
1. เกณฑ์ประเมินผลสัมฤทธิ์ (6 มิติสำคัญ)
• Relevance (ความสอดคล้อง): โครงการตอบโจทย์ยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศจริงไหม
• Coherence (ความเชื่อมโยง): มีการบูรณาการและทำงานร่วมกับส่วนอื่น ๆ ได้ดีแค่ไหน
• Efficiency (ประสิทธิภาพ): การบริหารทรัพยากร งบประมาณ และเวลา คุ้มค่าหรือไม่
• Effectiveness (ประสิทธิผล): ทำผลลัพธ์ได้จริงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือเปล่า
• Impact (ผลกระทบ): สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในวงกว้างต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างไร
• Sustainability (ความยั่งยืน): หลังจบโครงการแล้ว สิ่งที่ทำจะเดินหน้าต่อได้อย่างไร
2. เกณฑ์การประเมินความเสี่ยงหลังโครงการแล้วเสร็จ (5 มิติความเสี่ยง) เป็นการตรวจสอบต่อเนื่องเพื่อดูว่าเมื่อโครงการจบลงแล้ว ยังมีความเสี่ยงตกค้างอะไรที่จะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายระยะยาวหรือไม่
• ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์
• ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน
• ความเสี่ยงด้านการเงิน
• ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ
• ความเสี่ยงด้านความยั่งยืนต่อยอดและการขยายผลโครงการ
ข้อเสนอแนะเชิงรุก จากผลการติดตามโครงการจริง
จากการลงพื้นที่และติดตามผลในกลุ่มโครงการตัวอย่าง คณะอนุกรรมการฯ ไม่ได้เพียงแค่ให้คะแนนแล้วจบไป แต่ได้รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำ “ข้อเสนอแนะเชิงรุก” เพื่อปรับทิศทางการจัดสรรทุนในอนาคตให้เฉียบคมยิ่งขึ้น
• เปลี่ยนสู่ดิจิทัล (Digital Transformation): เลิกบันทึกข้อมูลแบบ Manual แล้วเปลี่ยนไปใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลร่วมกันเพื่อลดความซ้ำซ้อน
• ผูกเงินทุนกับตัวเลขผลลัพธ์: การให้เงินสนับสนุนในอนาคต ต้องผูกกับตัวเลขการลดใช้พลังงานที่ตรวจวัดได้จริงอย่างชัดเจน
• คัดกรองคนให้ตรงเป้า: โครงการอบรมพัฒนาบุคลากรต้องระบุคุณสมบัติ ตำแหน่ง หรือสาขาวิชาของผู้เข้าอบรมให้ชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าจะนำความรู้และอุปกรณ์ไปใช้งานจริงได้
• มีแผนงบประมาณระยะยาว: โครงการระบบสารสนเทศหรือดิจิทัลที่พัฒนาขึ้น ต้องมีแผนงบประมาณในการดูแลรักษาระบบหลังสิ้นสุดโครงการ เพื่อไม่ให้กลายเป็นระบบร้าง
• แชร์ฐานข้อมูลร่วมกัน: สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงฐานข้อมูลสารสนเทศระหว่างหน่วยงาน เพื่อใช้สืบค้น หลีกเลี่ยงงานซ้ำซ้อน และเปิดโอกาสให้นำผลวิจัยไปต่อยอดในวงกว้าง
การพัฒนากระบวนการตรวจสอบและเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจประเมินของคณะอนุกรรมการฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานโครงการด้านพลังงานของประเทศ มาตรการดังกล่าวเปรียบเสมือนเครื่องมือสนับสนุนที่ช่วยให้หน่วยงานผู้ขอรับทุนมีการวางแผนที่รัดกุมรอบอบ ซึ่งจะส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณทุกบาททุกสตางค์เป็นไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อการขับเคลื่อนความมั่นคงยั่งยืนทางพลังงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง