รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2 ประมูลไตรมาส 1 ปีหน้า ได้นั่งถึงหนองคาย ปี 74

Loading

โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนระบบรถไฟความเร็วสูง (รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน) กรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะทาง 608 กิโลเมตร เป็นที่ทราบกันดีว่าเริ่มดำเนินการก่อสร้างระยะที่ 1 (เฟส 1) ช่วงกรุงเทพฯ–นครราชสีมา ระยะทาง 250 กิโลเมตร แบ่งงานก่อสร้างโยธา 14 สัญญา และงานระบบ 1 สัญญา เริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2560 ปัจจุบันมีความก้าวหน้าในการดำเนินการก่อสร้างในภาพรวมราว 45.65% คาดแล้วเสร็จภายในปี 2572 จากแผนเดิมโครงการระยะที่ 1 กำหนดเปิดบริการปี 2568  

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ขณะนี้มี 2 สัญญาที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ ได้แก่ ช่วงกลางดง–ปางอโศก และช่วงสีคิ้ว–กุดจิก อีก 10 สัญญากำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ส่วนอีก 2 สัญญาอยู่ในขั้นตอนการเตรียมลงนามสัญญา สำหรับงานระบบได้ลงนามสัญญาเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการจัดทำแบบรายละเอียด (Detailed Design)

โดย 2 สัญญาที่อยู่ในขั้นตอนการเตรียมลงนามสัญญานั้นประกอบด้วย สัญญาที่ 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง เนื่องจากมีการปรับแบบก่อสร้างและพื้นที่ทับซ้อนกับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (อู่ตะเภา – สุวรรณภูมิ – ดอนเมือง) ปัจจุบันร่างสัญญาของโครงการที่ปรับแก้อยู่ระหว่างรอทางสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ หากไม่มีปรับแก้อะไรก็คาดว่าจะนำส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ในเดือนสิงหาคม 2568

สัญญา 4-5 ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว ที่จะต้องมีการก่อสร้างสถานีพระนครศรีอยุธยา ในขณะนี้ รฟท.ได้รับข้อมูลจากทางองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) แล้วว่าสามารถดำเนินการก่อสร้างต่อไปได้ และได้มีการส่งรูปแบบการก่อสร้างให้กรมศิลปากร เพื่อตรวจสอบรูปแบบอีกที โดยการแก้ไขรูปแบบนั้นมีการออกแบบให้หลังคาและตัวสถานีเตี้ยลงไม่บดบังทัศนียภาพของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

ส่วนการลงนามสัญญานั้น รฟท.ก็ได้มีการพูดคุยกับทางบริษัท บุญชัยพาณิชย์ (1979) จำกัด ผู้รับจ้างสัญญาที่ 4-5 ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว แล้ว ซึ่ง บริษัท บุญชัยพาณิชย์ฯ ขอเวลาในการพิจารณา เนื่องจากมีการปรับปรุงรูปแบบก็จะส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในเรื่องนี้ทางกรมศิลปากรเข้ามาช่วยประเมินว่าการดำเนินการขุดเจาะในการก่อสร้างสถานีพระนครศรีอยุธยาจะมีความยาก ง่ายเพียงใด เพราะเป็นพื้นที่วัตถุโบราณ ก็จะประเมินว่าจะมีค่าก่อสร้างเปลี่ยนไปอย่างไร คาดว่าจะไม่เกินกรอบวงเงินเดิม 10,325.90 ล้านบาท และคาดว่าจะสามารถลงนามสัญญาได้ภายในเดือนสิงหาคม 2568 แล้วก็จะทำให้สามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ทันที

เร่งเดินหน้าโครงการระยะที่ 2 นครราชสีมา-หนองคาย  

ส่วนโครงการระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 357.12 กิโลเมตร มูลค่าโครงการ 341,351.42 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่างานก่อสร้างงานโยธา 235,129.40 ล้านบาท,ค่าลงทุนระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล 80,165.61 ล้านบาท, ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน และชดเชยทรัพย์สิน 10,310.10 ล้านบาท,ค่าที่ปรึกษาควบคุมงาน บริหารโครงการและวิศวกรอิสระ10,060.10 ล้านบาท และงานก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้านาทาในรูปแบบศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One stop service) วงเงิน 5,686.21 ล้านบาท

นายวีริศ กล่าวว่า โครงการระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย เตรียมจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน (Market Sounding) และการทดสอบความสนใจของผู้ลงทุนกลุ่มย่อยในเดือนตุลาคม 2568 และคาดว่าจะสามารถสรุปรูปแบบ รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) โดยให้เอกชนร่วมดำเนินงานในส่วนของการติดตั้งงานระบบการบริหารจัดการเดินรถ จัดหาขบวนรถเพิ่ม 14 ขบวน จากระยะที่ 1 มีการจัดหาแล้ว 4 ขบวน และการบำรุงรักษา ในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ตั้งแต่กรุงเทพฯ – หนองคาย ระยะเวลา 30 ปี

อย่างไรก็ตามรูปแบบ PPP นั้นคาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนพฤศจิกายน 2568 แล้วนำเสนอกระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) คณะกรรมการ PPP และคาดว่าจะเสนอให้ครม. พิจารณาได้ภายในไตรมาส 1/2569 ตั้งเป้าเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 2569 เปิดให้บริการเดินรถจากกรุงเทพฯ – หนองคาย ปี 2574

สำหรับการก่อสร้างโครงการระยะที่ 2 ถูกออกแบบให้มี 5 สถานี ประกอบด้วย สถานีบัวใหญ่ สถานีบ้านไผ่ สถานีขอนแก่น สถานีอุดรธานี และสถานีหนองคาย และแบ่งสัญญาการก่อสร้างเป็น 7 สัญญา และงานระบบ 1 สัญญา ซึ่งมีสัญญาลดลงจากเฟส 1 ที่แบ่งเป็น 14 สัญญา เพื่อลดความเสี่ยงในการที่เกิดความล่าช้าของการก่อสร้าง ขณะเดียวกันรฟท. ก็ต้องลงพื้นที่ในแต่ละจังหวัดที่รถไฟความเร็วสูงมีเส้นทางผ่าน เพื่อหารือทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละจังหวัดมากขึ้น ร่วมถึงต้องหารือกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การส่งมอบพื้นที่ไม่เกิดความล่าช้า  

สำหรับการคาดการณ์ผู้โดยสารตลอดสายกรุงเทพฯ – หนองคาย จากการประเมินในเบื้องต้นผู้โดยสารปีแรกของการเปิดให้บริการอยู่ที่ 7,230 คนต่อวัน และปีที่ 3 จะอยู่ที่ 24,300 คนต่อวัน และปีที่ 30 จำนวน 58,110 คนต่อวัน ส่วนอัตราค่าโดยสารจะต้องทบทวนใหม่ จากกรอบเดิมที่ศึกษาไว้เมื่อปี 2566 ค่าแรกเข้า 80 บาท คิดตามระยะทาง 1.80 บาทต่อกิโลเมตร เกณฑ์ตามขนส่งมวลชนทางราง ปี 2567 ค่าแรกเข้า 95 บาท คิดตามระยะทาง 1-300 กิโลเมตรที่ 1.97 บาทต่อกิโลเมตร กรณีระยะทาง 300 กิโลเมตรขึ้นไป คิดที่ 1.70 บาทต่อกิโลเมตร ส่วนผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ติดลบ ซึ่งตรงนี้ก็จะต้องให้รัฐบาลช่วยอุดหนุนค่าโดยสาร

ทั้งนี้เมื่อโครงการรถไฟความเร็วสูงตลอดเส้นทางจากกรุงเทพฯ ถึงหนองคายก่อสร้างแล้วเสร็จ จะสามารถลดระยะเวลาเดินทางจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ถึงสถานีหนองคายเหลือเพียงประมาณ 3 ชั่วโมง 30 นาที ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับระบบคมนาคมของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล และเสริมสร้างบทบาทของไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้