ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ทรงตัวระดับสูง หลัง IMF ปรับคาดการณ์ GDP ขึ้น ด้านจีนเตรียมประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผู้ชมทั้งหมด 159 

ไทยออยล์ ชี้ ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง หลัง IMF ปรับคาดการณ์ GDP ขึ้น ขณะที่จีนเตรียมประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดเวสต์เท็กซัส เคลื่อนไหวที่กรอบ 74-84 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 79-89 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยบทวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์นี้ ระหว่างวันที่ 31 – 4 ส.ค. 66 พบว่า ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูง หลัง IMF ปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี2566 ขึ้น 0.2% สู่ระดับ 3.0% ขณะที่ตลาดคาดคณะกรรมการโปลิตบูโรของจีน เตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา นอกจากนี้ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากอุปทานน้ำมันตึงตัวหลังแหล่งขุดเจาะน้ำมันดิบของคาซัคสถานจะหยุดดำเนินการเป็นระยะ 40 วัน ขณะที่ตลาดคาดซาอุฯ จะประกาศลดกำลังผลิตเพิ่มเติมในเดือน ก.ย. อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงกดดันภายหลัง IMF ชี้ว่าธนาคารกลางทั่วโลกควรขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อกลับมาอยู่ที่ระดับเป้าหมายที่ 2%

สำหรับปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ ประกอบด้วย

▪ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้ขึ้น 0.2 % สู่ระดับ 3% ขณะที่อัตราการเติบโตในปี 2024 ยังคงอยู่ที่ระดับ 3% ภายหลังผลกระทบจากปัญหาเพดานหนี้และวิกฤตธนาคารในสหรัฐฯ และยุโรป ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเศรษฐกิจที่ระดับ 3% ถือเป็นระดับที่ต่ำเมื่อเทียบกับการเติบโตในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 3.8% และต่ำกว่าการเติบโตในปีที่ผ่านมาที่ระดับ 3.5%

▪ ตลาดจับตาการประชุมโปลิตบูโรซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงต้นเดือน ส.ค. นี้ โดยคาดจะมีการพูดคุยเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ หลังในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้นำระดับสูงของจีนส่งสัญาณเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศและการกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ อย่างไรก็ตาม ตลาดคาดเศรษฐกิจจีนยังคงมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจในปีนี้จะเติบโตที่ระดับต่ำกว่า 5% ซึ่งเป็นระดับเป้าหมายของรัฐบาล หลังรัฐบาลอาจไม่ดำเนินนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุกเพื่อป้องกันภาระหนี้สินที่อาจเพิ่มสูงขึ้น

▪ อุปทานน้ำมันดิบมีแนวโน้มตึงตัวขึ้น หลังรัฐมนตรีพลังงานฯ ของคาซัคสถานกล่าวว่า แหล่งขุดเจาะน้ำมันดิบ Tengiz ซึ่งมีกำลังผลิตที่ระดับ 0.61 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องหยุดดำเนินการชั่วคราวในวันที่ 26-27 ก.ค. ที่ผ่านมา และจะปิดซ่อมบำรุงประจำปีเป็นระยะเวลา 40 วันนับตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.

▪ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) บ่งชี้ว่าธนาคารกลางทั่วโลก ควรดำเนินนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดผ่านการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อลดลงสู่ระดับเป้าหมายของธนาคารกลางที่ระดับ 2%  หลัง IMF คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 6.8% และอัตราเงินเฟ้อขั้นพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงานอยู่ที่ระดับ 6.0% ในปีนี้ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องของนาคารกลาง ย่อมส่งผลกดดันต่อภาวะเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมัน

▪ ตลาดจับตาการประชุมของกลุ่ม OPEC+ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 4 ส.ค. นี้ โดยตลาดคาดว่าซาอุดิอาระเบียอาจมีการปรับลดกำลังการผลิตที่ 1.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มเติมในเดือน ก.ย. หลังก่อนหน้านี้ประกาศลดกำลังผลิตในช่วงเดือน ก.ค. และส.ค. ที่ผ่านมา

▪ เศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ดัชนีผู้จัดฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต เดือน ก.ค. ของสหรัฐฯ และตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหภาพยุโรป อันได้แก่ ดัชนีผู้จัดฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต เดือน ก.ค. และดัขนีราคาผู้ผลิต เดือน มิ.ย.

ทั้งนี้ ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 74-84 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 79-89 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ส่วนสรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 24 – 28 ก.ค. 66 พบว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 3.51 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 80.58 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เช่นเดียวกันกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ปรับเพิ่มขึ้น 3.92 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 84.99 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 84.55 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หลังตลาดได้รับแรงหนุนจากผู้นำระดับสูงของจีน ประกาศให้คำมั่นในวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่าจะเพิ่มนโยบายสนับสนุนเศรฐกิจให้มากขึ้น โดยเน้นการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพนโยบายด้านอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ตลาดคาดอุปสงค์เชื้อเพลิงในจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลก ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ประกอบกับนักลงทุนคาดหวังว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เริ่มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า 

อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงกดดันหลังประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงกล่าวว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งภายในสิ้นปีนี้ ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ตัวเลขน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 21 ก.ค. 66 ปรับตัวลดลง 0.6 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 456.8 ล้านบาร์เรล ลดลงน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ คาดการณ์ไว้ ว่าจะปรับลดลง 2.35 ล้านบาร์เรล