![]()
ไทยออยล์ คาดราคาน้ำมันดิบสัปดาห์มีแนวโน้มผันผวน ท่ามกลางความตึงเครียดบริเวณทะเลแดง และสัญญาณเชิงบวกการเจรจายุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือTOP เปิดเผยรายงานสถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 24 – 30 ก.ค. 69 พบว่า ราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวน โดยสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ ขู่ตอบโต้อิหร่านหากเกิดการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อความเสี่ยงอุปทานน้ำมันดิบ ขณะที่ ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนส่งสัญญาณเชิงบวก จากการหารือนอกรอบระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียส่งสัญญาณแนวโน้มที่จะกลับมาเดินหน้าหารือแนวทางยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนผ่านกระบวนการทูต
นอกจากนี้ มาตรการภาษีนำเข้ารอบใหม่ของสหรัฐฯ อาจกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและความต้องการใช้น้ำมันในระยะยาวได้ รวมถึง ตลาดยังคงจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 28 – 29 ก.ค. 69 ซึ่งคาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม

สำหรับปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ ประกอบด้วย
· สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีแนวโน้มทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้น หลังจาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระบุว่า หากเกิดการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง สหรัฐฯ จะถือว่าอิหร่านต้องรับผิดชอบต่อการโจมตีนั้นโดยตรงและพร้อมดำเนินมาตรการตอบโต้ทั้งอิหร่านและกลุ่มฮูตี โดยก่อนหน้านี้ กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำ เมื่อวันที่ 22 ก.ค.69 ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเรือดังกล่าวฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อมทางทะเลที่ประกาศต่อซาอุดีอาระเบีย ส่งผลให้เรือที่มีความเชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบีย อิสราเอล และสหรัฐฯ เผชิญความเสี่ยงจากการถูกโจมตีมากขึ้นและทำให้เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนต้องเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือ ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มความกังวลต่อความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบ (Bab al-Mandeb) ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยมีรายงานว่าเรือบางส่วนเริ่มหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อการส่งออกน้ำมันดิบผ่านทะเลแดง
· สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนเริ่มส่งสัญญาณบวกอีกครั้ง เนื่องจากนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เข้าหารือกับนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย นอกรอบการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ณ กรุงมะนิลา เพื่อหารือถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางยุติสงครามในยูเครน โดยนายมาร์โก รูบิโอ ระบุว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงยืนยันจุดยืนว่าสหรัฐฯ พร้อมมีบทบาทในการสนับสนุนความพยายามยุติสงครามในยูเครน โดยมองว่าทั้งรัสเซียและยูเครนต่างมีแรงจูงใจที่จะยุติความขัดแย้ง ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเปิดเผยถึงความพร้อมของรัสเซียในการหาทางออกผ่านกระบวนการทูต พร้อมย้ำว่ารัสเซียยังคงยึดมั่นต่อข้อเสนอที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และประธานาธิบดีรัสเซีย ได้หารือร่วมกันระหว่างการพบปะที่อลาสกาเมื่อเดือน ส.ค. 68 ที่ผ่านมา
· รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีศุลกากรครั้งใหม่กับสินค้าที่นำเข้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก ในอัตราระหว่าง 10.0 – 12.5% โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 69 ภายหลังมาตรการภาษีเดิมสิ้นสุดลงในวันเดียวกัน โดยสหรัฐฯ อ้างว่าการเรียกเก็บภาษีครั้งใหม่นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการป้องกันและบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการใช้แรงงานบังคับ เนื่องจากหลายประเทศยังมีข้อบกพร่องในการกำกับดูแลซึ่งอาจก่อให้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม แม้ว่าการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะเป็นหมวดหมู่ที่ได้รับการยกเว้นจากการเรียกเก็บภาษี แต่การปรับขึ้นภาษีอาจส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงและกดดันความต้องการใช้น้ำมันในระยะยาว
· ตลาดจับตาแนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จากการประชุมของธนาคารกลางของสหรัฐฯ (Federal Reserve) ที่จะถูกจัดขึ้นในวันที่ 28 – 29 ก.ค. 69 โดยตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางของสหรัฐฯ จะยังคงนโยบายการเงินในระดับที่เข้มงวดต่อไป เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความต้องการพลังงานจากการลงทุนด้าน AI อย่างไรก็ดี เครื่องมือ Fed Watch ของ CME Group ยังคงให้น้ำหนักสูงถึง 68.5% ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50% – 3.75%
· ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดุลการค้าสินค้า เดือน มิ.ย. 69 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีจีดีพี ไตรมาส 2 ปี 69 และอัตราการว่างงาน เดือน มิ.ย. 69

ส่วนสรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 17 – 23 ก.ค. 69 พบว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 8.44 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 85.93 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 9.97 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 92.62 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลจากความกังวลของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากสหรัฐฯ เดินหน้าโจมตีเป้าหมายทางทหารในอิหร่านต่อเนื่องกันเป็นเวลากว่า 10 วัน
ขณะที่ อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางการทหารของสหรัฐฯ ในบาห์เรน คูเวต และจอร์แดน รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 1 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Joint Organizations Data Initiative (JODI) ระบุว่า การส่งออกน้ำมันดิบของซาอุดีอาระเบียในเดือน พ.ค. 69 ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน จาก 4.0 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงอุปทานที่เข้าสู่ตลาดยังคงอยู่ในระดับที่จำกัด ท่ามกลางความต้องการใช้เชื้อเพลิงภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน การขนส่งน้ำมันดิบผ่านท่อส่ง Caspian Pipeline Consortium (CPC) ซึ่งลำเลียงน้ำมันดิบจากคาซัคสถานไปยังท่าเรือในทะเลดำ ได้หยุดชะงักจากเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันบริเวณท่าเรือดังกล่าว โดยรัสเซียอ้างว่าเป็นการโจมตีจากยูเครน ทั้งนี้ ท่อส่ง CPC รองรับการส่งออกน้ำมันดิบราว 80% ของคาซัคสถาน หรือคิดเป็นเกือบ 2% ของอุปทานน้ำมันโลก ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อภาวะอุปทานตึงตัวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม รายงานการส่งออกของอิรักในช่วงครึ่งแรกของเดือน ก.ค. 69 เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า สู่ระดับเฉลี่ยราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งช่วยเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดโลก ในขณะที่ รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ จากสถาบันปิโตรเลียมด้านพลังงานสหรัฐฯ (API) ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 17 ก.ค. 69 ปรับเพิ่มขึ้น 2.6 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับลดลง 0.5 ล้านบาร์เรล