ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้อาจผันผวน หลังสหรัฐฯ เตรียมเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน

Loading

ไทยออยล์ ชี้ ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้มีแนวโน้มผันผวน หลังสหรัฐฯ เตรียมเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ขณะการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยรายงานสถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 21 – 27 ส.ค. 69 พบว่า ราคาน้ำมันดิบยังคงผันผวน จากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ตึงเครียด เนื่องจากสหรัฐฯ เตรียมเพิ่มมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน และขู่ลงโทษประเทศที่ให้การสนับสนุนอิหร่าน ขณะที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระงับกิจกรรมทางการค้าและธุรกรรมทางการเงินกับอิหร่าน ซึ่งเพิ่มแรงกดดันทางด้านเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ส่วนความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงตึงเครียด เนื่องจากยูเครนเดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย ส่งผลให้โรงกลั่นและท่าเรือส่งออกน้ำมันได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ตลาดจับตาการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนที่เพิ่มขึ้นจากทั้งตะวันออกกลางและรัสเซีย

สำหรับปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ ประกอบด้วย

· สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมทั้งเตือนประเทศต่างๆ ว่าหากประเทศใดก็ตามที่ให้การสนับสนุนหรือการช่วยเหลืออิหร่านไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม โดยเฉพาะการลักลอบค้าน้ำมัน การโอนเงิน การทำธุรกรรมผ่านตัวกลาง รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งแก่อิหร่าน จะถูกดำเนินมาตรการลงโทษและจะเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจอิหร่านและผลักดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาภายใต้เงื่อนไขของสหรัฐฯ ขณะที่ ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่าน นายอับดอลนาเซอร์ เฮมมาตี เปิดเผยว่า รัฐบาลและธนาคารกลางได้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากการสูญเสียรายได้จากการส่งออกน้ำมันไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการเข้าถึงเงินตราต่างประเทศของอิหร่านยังคงถูกจำกัดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเงินทุนของอิหร่านที่ถูกอายัดงไม่ได้รับการปลดล็อก และการส่งออกน้ำมันของอิหร่านในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากข้อจำกัดด้านการส่งออก

· ขณะเดียวกัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ประกาศระงับกิจกรรมทางการค้าและธุรกรรมทางการเงินกับอิหร่าน หลังจากกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เผยว่าตรวจพบขีปนาวุธ 2 ลูกที่ถูกยิงจากอิหร่านและมีเป้าหมายสร้างความปั่นป่วนต่อการสัญจรทางทะเลในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว โดยยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น จากปัญหาเงินเฟ้อ ค่าเงินที่อ่อนแอ การขาดแคลนพลังงาน และมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่ยังคงเข้มงวด

· สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงตึงเครียด เนื่องจากยูเครนยกระดับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซียอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. 69 ที่ผ่านมา มีโรงกลั่นน้ำมันในรัสเซียอย่างน้อย 9 แห่งถูกโจมตี รวมถึงท่าเรือโนโวรอสซีสค์ (Novorossiysk) ซึ่งเป็นท่าเรือส่งออกน้ำมันสำคัญบนทะเลดำ (Black Sea) โดยล่าสุด กองทัพยูเครนเปิดเผยว่าได้โจมตีโรงกลั่นน้ำมันทาเนโค (Taneco) ในสาธารณรัฐตาตาร์สถาน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ภายในโรงงาน นอกจากนี้ยังได้โจมตีคลังน้ำมันทามันเนฟเตกาซ (Tamanneftegaz) บริเวณชายฝั่งทะเลดำของรัสเซีย ซึ่งส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงยุทธศาสตร์ของยูเครนในการสร้างแรงกดดันต่อรัสเซียและลดรายได้จากภาคพลังงาน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่ใช้สนับสนุนการทำสงคราม

· ตลาดจับตาการนำเข้าน้ำมันดิบของจีน หลังจากรายงานการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนจากสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เผยว่าการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและรัสเซียปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือน ก.ค. 69 โดยการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง (ไม่รวมอิหร่าน) เพิ่มขึ้น 100.7% จากเดือนก่อนหน้า สู่ระดับ 9.7 ล้านตัน ฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบหลายปีในเดือน มิ.ย. 69 ซึ่งปริมาณการนำเข้าส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 2.43 ล้านตัน จาก 0.06 ล้านตันในเดือนก่อนหน้า ขณะเดียวกัน การนำเข้าน้ำมันดิบรัสเซียของจีนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือนที่ 9.15 ล้านตันในเดือน ก.ค. 69 เพิ่มขึ้นจาก 8.3 ล้านตันในเดือน มิ.ย. 69 ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าการนำเข้าน้ำมันดิบรัสเซียจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป เนื่องจากน้ำมันดิบรัสเซียมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคามากกว่ารวมถึงมีความน่าเชื่อถือด้านการขนส่งสูงกว่าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความเสี่ยงต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับเอลมันเดบ

· ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีราคาด้านการบริโภคส่วนบุคคล (PCE Price Index) เดือน ก.ค. 69 ดุลการค้าสินค้า เดือน ก.ค. 69 จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก และดัชนีจีดีพี ไตรมาส 2 ปี 69

ส่วนสรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 14 – 20 ส.ค. 69 พบว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 3.49 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 85.10 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 3.92 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 91.16 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด หลังจากเจ้าหน้าที่อาวุโสของอิหร่านระบุว่า อิหร่านพร้อมปรับจุดยืนสู่การดำเนินยุทธศาสตร์ทางทหารเชิงรุกเต็มรูปแบบ (fully offensive military posture) ขณะที่หัวหน้าคณะเจรจาของอิหร่านเปิดเผยว่า อิหร่านจะยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงชั่วคราวที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อเดือน มิ.ย. 69

ขณะเดียวกัน อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (Hezbollah) อย่างรุนแรงที่สุดในรอบหลายเดือน พร้อมเปิดเผยว่าสามารถสังหารผู้บัญชาการระดับสูงของกลุ่มได้ ขณะที่กลุ่มฮูตีอ้างว่าได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเรือรบของซาอุดีอาระเบียและเรือคุ้มกันอีก 4 ลำในทะเลแดง นอกจากนี้ อิหร่านยังอยู่ระหว่างการเจรจากับโอมานเกี่ยวกับข้อตกลงการบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ และระบุว่าใกล้บรรลุข้อตกลงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตอบโต้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวด้วยการขู่ว่าจะดำเนินมาตรการทางทหารต่อโอมาน เนื่องจากสหรัฐฯ กังวลว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจเพิ่มอำนาจการต่อรองของอิหร่านเกี่ยวกับการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพของมาตรการกดดันที่สหรัฐฯ ใช้ต่ออิหร่าน ส่งผลให้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ภายใต้ความท้าทายของตลาดพลังงานโลก ไทยออยล์ยังคงมุ่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ด้วยการจัดหาน้ำมันดิบและรักษาระดับการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการของประเทศ ควบคู่กับการขับเคลื่อนโครงการพลังงานสะอาดเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม และสร้างคุณค่าที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ภายใต้หลักการดำเนินธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน