![]()
วันที่ 9 มิ.ย.นี้ คมนาคม ชงครม. ดึงรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายให้ รฟม. คุมเบ็ดเสร็จ ดันนโยบายค่าโดยสาร 17-45บาทตลอดสายเสียค่าแรกเข้าครั้งเดียว ส่วนแดง-ม่วง ยังคง 40บาทตลอดวัน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมเตรียมนำเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้พิจารณาเห็นชอบในหลักการแนวทางบริหารจัดการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนในการเดินทางข้ามสายโดยไม่ต้องเสียค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ซึ่งเดิมจะนำเสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาในวันที่ 2 มิ.ย.69 แต่ไม่ทันเนื่องจากยังต้องรอหนังสือตอบรับความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน คาดว่าจะสามารถนำเสนอได้ในการประชุมวันที่ 9 มิถุนายน 2569
โดยมีประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ ดังนี้ 1.ให้ยกเลิกแนวทางดำเนินการนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายระยะ(เฟส)ที่ 2 2.ยกเลิกมติ ครม. เดิมที่มอบหมายให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล(องค์การมหาชน) หรือ DGA เป็นผู้ทำระบบ Clearing House (CCH) 3.กำหนดนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ในราคา 17-45 บาทต่อเที่ยว โดยจ่ายค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว 4. รับทราบผลการดำเนินงานคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก(คจร.) เรื่องการโอนสิทธิและรายได้ รถไฟฟ้าสายสีเขียว สีทองและสีแดง ให้เป็นของ รฟม. 5. มอบหมายให้หน่วยงานที่กำกับดูแลตามมาตรา 43 ของสัมปทานรถไฟฟ้าแต่ละสัญญาดำเนินการเจรจาค่าแรกเข้าให้เป็นครั้งแรกครั้งเดียว 6.มอบมหายให้ กทม.เร่งรัดดำเนินการถ่ายโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวสวนหลัก ส่วนต่อขยาย และสายสีทอง ทั้งทรัพย์สินและภาระหนี้สินให้กับ รฟม. และ7.มอบหมายให้กระทรวงการคลังดูเรื่อง Clearing House ให้เรียบร้อย
นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า กระทรวงคมนาคม จะดำเนินการนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าในราคา 17-45 บาทต่อเที่ยว และเสียค่าแรกเข้าครั้งเดียว โดยจะไม่รวมรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิ้งก์ ซึ่งมีรูปแบบการดำเนินการในหลายแนวทาง คือให้ทางกรุงเทพมหานคร(กทม.) โอนสิทธิรายได้และหนี้สินมาให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.) และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการตามกฎหมายเรื่องการโอนสิทธิและรายได้มาให้ รฟม. และให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาดำเนินการพัฒนาระบบ Clearing House ซึ่งปัจจุบันมีธนาคารกรุงไทยป็นผู้ดำเนินการ
สำหรับที่มาของตัวเลข 17-45 บาท นั้น ได้มาการคำนวณและแนะนำโมเดลมาจาก กรมการขนส่งทางราง(ขร.) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สร้างภาระหนี้และงบประมาณอุดหนุนให้กับรัฐบาลมากจนเกินไป โดยมีเงื่อนไขและรูปแบบการทำงาน คือ การชดเชยให้แก่ประชาชนโดยตรง ซึ่งรัฐบาลจะไม่ใช้รูปแบบการเหมาจ่ายให้กับผู้ประกอบการแบบเดิม แต่จะใช้วิธีจ่ายตามจริงตามจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางจริง โดยใช้ระบบ EMV (บัตรเครดิต/เดบิต) ในการจัดเก็บข้อมูลและคำนวณส่วนต่าง ซึ่งระบบ Clearing House จะสามารถทำการเคลียร์ยอดเงินได้แบบวันต่อวัน ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมจะไปเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานทั้ง 2 ราย คือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BEM ผู้ได้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินและบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ได้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว เกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินการดังกล่าว
นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า กรณีผู้โดยสารการเดินทางข้ามสาย (เช่น จากสายสีชมพู ไปสายสีเขียว หรือสายสีน้ำเงิน) จะต้องเปลี่ยนถ่ายข้ามแพลตฟอร์มภายในเวลา 30 นาที นับจากเวลาที่แตะประตูทางออกสายแรก ไปจนถึงแตะประตูทางเข้าสายถัดไป ระบบฐานข้อมูลกลางจึงจะควบคุมและนับว่าเป็นเที่ยวเดียวกัน เพื่อรับสิทธิ์เพดานราคาสูงสุดที่ 45 บาท หากเกิน 30 นาทีจะถือว่าเริ่มนับเที่ยวใหม่ ส่วนการเดินทางทุกสายที่เกิน 45 บาทนั้นผู้โยสารจะถูกหักค่าเดินทางไปก่อนและ รัฐบาลจะจ่ายชดเชยส่วนเกินกลับไปให้ผู้โดยสารตามที่จ่ายจริง ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เงินชดเชยส่วนนี้ปีละประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยจะนำเงินมาจากกองทุนตั๋วร่วม หรือรายได้สะสมของรฟม.ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 8,000 ล้านบาท สำหรับมาตรการรถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วง ยังคงใช้นโยบายราคาค่าโดยสาร 40 บาทต่อวัน และมาตรการลดนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 พ.ย.69 ดังนั้นก็จะพิจารณาขยายนโยบายเป็นปีต่อปี
“เวลานี้นโยบายรถไฟฟ้าราคา 40 บาทตลอดวันทุกสีทุกสายไม่มีแล้ว ล้มไปแล้ว ดังนั้นกระทรวงคมนาคมจะเดินหน้านโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าใหม่ในราคา 17-45 บาทต่อเที่ยว เพราะสามารถทำได้โดยไม่เป็นภาระทางการคลังมากเกินไป แต่เมื่อใดที่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าของเอกชนสิ้นสุดลงก็จะกลับมาเป็นของรัฐโดยอัตโนมัติ เมื่อถึงเวลานั้นก็อาจจะกลับมาทบทวนใช้นโยบายค่าโดยสาร 40 ตลอดวันอีกครั้งก็ได้” นายสิริพงศ์ กล่าว
ต่อข้อถามว่านโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17-45 บาทต่อเที่ยวจะสามารถเปิดใช้งานทันเป็นของขวัญให้ประชาชนในปี 70 หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ทันแน่นอน โดยโครงสร้างหลัก ๆ คาดว่าระบบจะพร้อมจัดเก็บค่าโดยสารได้ในช่วงต้นปี 70 เนื่องจากระบบส่วนใหญ่มีหัวอ่าน EMV รองรับอยู่แล้ว เหลือเพียงการติดตั้งหัวอ่านเพิ่มเติมในส่วนของสายสีเขียวและสายสีทองให้ครบถ้วนเท่านั้น ทั้งนี้ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะเดินหน้าเรื่องนี้อย่างเต็มที่