สมาคมรถโดยสาร ชี้รัฐอุ้มดีเซลลิตรละ 2 บาทไม่ช่วยสะท้อยความจริง

ผู้ชมทั้งหมด 526 

นายกสมาคมกิจการรถโดยสาร แจง!! อัตราค่าโดยสาร ที่รัฐเสนอช่วยชดเชยราคาน้ำมันดีเซลให้ผู้ประกอบการลิตรละ 2 บาท วันละ50-60ลิตรต่อคัน ไม่สะท้อนความเป็นจริง เพราะน้ำมันปรับขึ้นถึง 5 บาทต่อลิตร วอน!! ใช้โครงสร้างค่าโดยสารปี 2548   

นายพิเชษฐ์ เจียมบุรเศรษฐ์ นายกสมาคมกิจการรถโดยสารประจำทางไทย เปิดเผยว่า มาตรการที่รัฐเสนอช่วยชดเชยราคาน้ำมันดีเซลให้ผู้ประกอบการลิตรละ 2 บาท วันละ 50-60 ลิตรต่อคันไม่สะท้อนความเป็นจริง เพราะน้ำมันปรับขึ้นถึง 5 บาทต่อลิตร จาก 27 บาท เป็น 32 บาท และระยะทางสายยาววิ่งถึง 600-700 กิโลเมตร ใช้น้ำมันประมาณ 250 ลิตร ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกภาระถึง 1,000 บาทต่อเที่ยววิ่ง (250X5)

ดังนั้น กรมการขนส่งทางบก (ขบ) ควรนำมติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางเมื่อปี 2548 ที่ประกาศอัตราขั้นบันไดเป็นฐานในการกำหนดอัตราค่าโดยสาร โดยอิงจากราคาน้ำมันดีเซล ถ้าขึ้นสูงถึง1.12 บาทต่อลิตรจะมีการปรับขึ้นค่าโดยสารกิโลเมตรละ1 สตางค์ ซึ่งผ่านการศึกษาวิเคราะห์มาอย่างรอบด้าน โดยได้ประกาศใช้ตามโครงสร้างดังกล่าวครั้งล่าสุด เมื่อ 22 เม.ย. 62 ถึงปัจจุบัน โดยอนุมัติให้ใช้อัตราค่าโดยสารกิโลเมตรละ 53 สตางค์ ซึ่งวันดังกล่าว ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 27.79บาท  แต่หลังจากนั้น ราคาน้ำมันดีเซลปรับสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนถึง ณ วันนี้ (14พ.ค.65) อยู่ที่ลิตรละ 31.94 บาท

โดยผู้ประกอบการแบกรับภาระน้ำมันที่สูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่า ราคาน้ำมันดีเซลมีโอกาสพุ่งทะยานถึงลิตรละ 44 บาท ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับอัตราโครงสร้างค่าโดยสารจากมติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง จะต้องปรับอัตราค่าโดยสารขึ้นถึง 15 สตางค์ ต่อกิโลเมตร จึงจะสะท้อนต้นทุนที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการกิจการต่อไปได้

นายพิเชษฐ์ ยังระบุด้วยว่า ค่าโดยสารรถประจำทางยังนับเป็นสินค้าและบริการประเภทเดียวที่ถูกกำหนดโดยรัฐให้มีการปรับราคาขึ้นและลง ซึ่งอ้างอิงจากโครงสร้างราคาน้ำมันดีเซล โดยตั้งแต่ก่อน ธ.ค. 49 ถึงเม.ย. 62 มีการปรับขึ้นค่าโดยสารเพียง 4 ครั้ง แต่ปรับค่าโดยสารลงถึง 6 ครั้ง และหากนับย้อนไป 15 ปีที่ผ่านมา ปรากฎว่า ในภาพรวม รถโดยสารมีอัตราค่าโดยสารที่ลดลง 1 สตางค์ต่อกิโลเมตร ทั้งที่ต้นทุนทุกหมวดสูงขึ้นตลอดเวลา อาทิ ค่าแรงงาน ค่าอะไหล่ ค่าประกัน และรวมถึงค่าอุปกรณ์เสริมเพิ่มต่างๆ ที่รัฐกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องดำเนินการต่อเนื่องเสมอมา ซึ่งผู้ประกอบการดำเนินการอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษามาตรฐานการขนส่ง เพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพด้านกิจการขนส่ง ดังจะเห็นได้ว่า การเดินทางด้วยรถโดยสารในปัจจุบันสร้างความเชื่อมั่นและมีความปลอดภัยสูงจนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่า เป็นบริการขั้นพื้นฐานที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เมื่อปี 61 กรมการขนส่งทางบกเคยว่าจ้างสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ทำการศึกษาต้นทุนในการประกอบการขนส่ง เพื่อนำมาปรับโครงสร้างอัตราค่าโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้บริการขนส่งสาธารณะด้วยรถโดยสารประจำทางมีคุณภาพเป็นที่พึงพอใจของประชาชน ซึ่งผลการศึกษาสรุปได้ว่า หากรัฐจะให้กิจการรถโดยสารพัฒนาได้ดังคาดหวังต้องมีการปรับค่าโดยสารขึ้น 30-45% แยกตามหมวดการเดินรถ ซึ่งกรมการขนส่งทางบกไม่เคยนำผลการศึกษาดังกล่าวมาทบทวนปรับใช้ให้เหมาะสมอีกเลย และไม่ได้ให้เหตุผลการไม่นำผลศึกษามาใช้เพื่อพัฒนากิจการรถโดยสารตามเป้าหมาย

“ขอความเห็นใจจากภาครัฐที่เกี่ยวข้อง พิจารณานำมติโครงสร้างอัตราค่าโดยสารขั้นบันไดของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางมาประกาศใช้ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะกิจการเดินรถโดยสารมีต้นทุนคืออัตราค่าน้ำมันดีเซลถึงร้อยละ50 โดยให้เร่งสร้างความเข้าใจกับภาคประชาชน ถึงความจำเป็นและเหมาะสมกับต้นทุนที่แท้จริง ช่วยพยุงให้กิจการรถโดยสารสามารถยืนหยัดพัฒนาให้บริการประชาชนอย่างมีมาตรฐานควบคู่ไป หากรัฐไม่เหลียวแลและแก้ปัญหาให้ถูกทาง ผู้ประกอบการรถโดยสารคงเดินหน้าประกอบกิจการและพัฒนางานบริการเคียงข้างวิถีสังคมไทยไปอย่างยากลำบาก” นายพิเชษฐ์ กล่าว