“สิริพงศ์-ภัทรพงศ์-สรรเพชญ”  3 รัฐมนตรีช่วยคมนาคม ขอเวลาพิสูจน์ผลงาน ยกระดับระบบขนส่ง

Loading

สิริพงศ์” ขอเวลา 4 เดือนสร้างผลงานให้เห็นเป็นรูปธรรม

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กล่าวว่า หลังจากได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการประทรวงคมนาคม ให้กำกับดูแลง 6 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ( ขสมก.) บริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด และสถาบันวิจัยระบบราง รวมถึงกำกับดูแลพื้นที่ภาคอีสาน จะเน้นการทำงานให้ประชาชนจะได้รับประโยชน์และได้รับบริการที่ดีขึ้น มีความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และเห็นเป็นรูปธรรม โดยจะนำโมเดลการทำงานระยะสั้นของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (อนุทิน 1) มาเป็นแนวทางในการบริหารงานว่า มีเวลา 4 เดือนก็สามารถมีผลงานได้ จึงตั้งเป้าว่าภายใน 4 เดือนหน่วยงานที่ตนกำกับดูแลต้องมีผลสัมฤทธิ์และผลงานออกมาให้เห็น

โดยเบื้องต้นจะเน้นการปรับโครงสร้างหน่วยงานด้วยการใช้กลไกที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุดและไม่เป็นภาระงบประมาณภาครัฐ ซึ่งหน่วยงานต้องทยอยลดต้นทุน และลดผลประกอบการที่ขาดทุน รวมถึงพัฒนาการเชื่อมต่อของระบบขนส่งสาธารณะ ล้อ-ราง -เรือ เช่น ขสมก.อาจต้องมีการปรับเส้นทางการเดินรถใหม่ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงง่ายและสามารถเชื่อมต่อรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวก ตลอดจนการจัดการปัญหาเรื่องรถที่ให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น และแท็กซี่ให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

ที่สำคัญจะเร่งผลักดันนโยบายพลังงานสะอาด โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้รถโดยสารสาธารณะ(รถเมล์) เป็นรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (อีวี) ที่ช่วยทำให้ต้นทุนต่อกิโลเมตร (กม.) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งขณะนี้ทางขสมก.ได้จัดหารถเมล์อีวีแล้วจำนวน 1,520 คัน และจะมีการส่งมอบรถล็อตแรกในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2570 แต่ในระหว่างที่รอรับมอบรถจึงมีแนวคิดที่จะเช่ารถโดยสารอีวีจากเอกชน เพื่อนำมาให้บริการประชาชนไปก่อน

ส่วนกรณีที่มีข้อกังวลว่ามีการล็อคสเปคเช่ารถจากบริษัท ไทย สมายล์ บัส  จำกัด จำนวน 800 คัน นั้น ขอยืนยันว่าเรื่องการเช่ารถยังไม่มีการฟันธงว่าจะเช่าจากเอกชนรายใด เพราะในความเป็นจริงคงล๊อคสเปคไม่ได้ ต้องผ่านขี้นตอนการประกวดราคาให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยเปิดกว้างให้เอกชนทุกรายที่มีความพร้อมเข้าร่วมได้

สำหรับการผลักดันนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันนั้น เวลานี้สามารถดำเนินการได้กับรถไฟฟ้าสายที่รัฐเป็นเจ้าของโดยตรง คือ สายสีแดง และสายสีม่วง ส่วนที่เหลือคงต้องใช้แนวทางการปรับปรุงสัญญาสัมปทานกับเอกชนผู้รับสัมปทาน แต่ยืนยันกระทรวงคมนาคมไม่เคยมีแนวคิดที่จะไปขอซื้อสัมปทาน เพราะไม่มีเงินมากมายขนาดนั้นที่จะไปซื้อ ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมเจรจากับเอกชนแล้ว เรื่องการปรับปรุงสัญญาเพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการในราคาที่ถูกลงโดยที่รัฐไม่ต้องเสียเงิน รวมถึงจะเร่งรัดการจัดตั้งคณะกรรมการและกลไกบริหารในหน่วยงานที่รับผิดชอบให้แล้วเสร็จโดยเร็วใน 1 เดือนหลังมอบนโยบาย เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานได้ทันที

ต่อข้อถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 3 คนนั้น นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เชื่อว่าแต่ละคนมีความสามารถและพิสูจน์ตัวเองจนได้รับการยอมรับมาในระดับหนึ่งทำให้กรรมการบริหารพรรคและผู้ใหญ่ในพรรคมองเห็นว่าจะนำพานโยบายไปสู่การปฏิบัติได้ และสิ่งสำคัญไม่ใช่คำวิจารณ์ แต่คือผลงานที่ประชาชนจะได้รับจริงโดยยืนยันว่าจะทำงานด้วยความโปร่งใสตรงไปตรงมา ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ตัวเอง และสุดท้ายประชาชนจะเป็นคนตัดสินว่า สิ่งที่เราทำดีหรือไม่ดี ทั้งนี้ขอย้ำว่า ทุกนโยบายจะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนรู้สึกได้จริงในระยะเวลาใกล้ๆนี้

“ภัทรพงศ์” ใช้ประสบการณ์กว่า 10 ปีพัฒนาภาคการบินหนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมท่าอากาศยาน(ทย.) , บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.)  สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) โรงแรมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) รวมถึงกำกับดูแลพื้นที่ ภาคกลาง และ ภาคเหนือ โดยในเบื้องต้นขอเวลาไปศึกษาโครงสร้างและข้อจำกัดของแต่ละหน่วยงานก่อน เพื่อให้การกำหนดนโยบายและการขับเคลื่อนงานเป็นไปอย่างตรงจุดและเกิดผลในทางปฏิบัติได้จริง

ทั้งนี้ ตนมีความตั้งใจที่จะผลักดันการพัฒนาภาคการบินของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า โดยเฉพาะการยกระดับศักยภาพสนามบิน การพัฒนาบุคลากรด้านการบิน และการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่คงต้องประเมินศักยภาพของหน่วยงานว่าอะไรทำได้ และอะไรยังติดข้อจำกัด เพื่อออกแบบแนวทางการพัฒนาให้เหมาะสม

ส่วนเป้าหมายการทำงานในระยะต่อไปนั้น แม้ว่าจะยังไม่กำหนดเป็นรูปธรรมในทันที แต่ทิศทางเบื้องต้นจะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินให้รองรับการเติบโตในอนาคต ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรในอุตสาหกรรมการบิน และการใช้ภาคการบินเป็นเครื่องมือสนับสนุนการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์ทำงานในภาคเอกชนด้านโลจิสติกส์มากว่า 10 ปี ซึ่งครอบคลุมทั้งการขนส่งทางบก และทางน้ำ ทำให้เข้าใจปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบขนส่งในหลายมิติ และมองเห็นช่องว่างที่ภาครัฐสามารถเข้าไปปรับปรุงได้ โดยเฉพาะในมิติของการอำนวยความสะดวก การลดข้อจำกัด และการเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงระบบขนส่ง ทั้งนี้ขอยืนยันว่าพร้อมนำประสบการณ์จากภาคเอกชนมาปรับใช้ เพื่อยกระดับระบบคมนาคมทางอากาศของไทยให้ตอบโจทย์การพัฒนาในอนาคต และสอดรับกับนโยบายของกระทรวงคมนาคมและรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม

สรรเพชญ” วางเป้าหมายการขนส่งทางน้ำของไทยเป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศ

นายสรรเพชญ บุญญามณี กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลกรมเจ้าท่า (จท.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) รวมถึงกำกับดูแลพื้นที่ ตั้งแต่จังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยในส่วนของ จท.และกทท. ถือเป็นหน่วยงานสำคัญของระบบคมนาคมไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการรองรับการนำเข้าและส่งออกสินค้า ขณะที่ SRTA ก็มีบทบาทในการบริหารจัดการและพัฒนาทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะมุ่งยกระดับการบริหารจัดการทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งในมิติของการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ การพัฒนาโครงการในพื้นที่ศักยภาพ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินของภาครัฐในระยะยาว

ในเบื้องต้นได้วางแนวทางการบริหารงานไว้ คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับระบบความปลอดภัยทางน้ำ โดยเฉพาะการติดตั้งระบบ GPS เพื่อติดตามเรือแบบเรียลไทม์ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อให้สามารถตรวจสอบและรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามในส่วนของ จท. ได้ให้ความสำคัญกับการเร่งขุดลอกร่องน้ำในพื้นที่สำคัญทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการสัญจรทางน้ำ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง เนื่องจากหลายพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก ส่วนหนึ่งเกิดจากการไม่ได้ขุดลอกหรือขาดการบำรุงรักษาร่องน้ำมาเป็นเวลานาน ดังนั้นจะต้องเร่งลงไปติดตาม ตรวจสอบ และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดการดำเนินงานที่ชัดเจน  อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์ด้านพลังงาน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่ง เพื่อหาแนวทางลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ทั้งในส่วนของค่าโดยสารและต้นทุนโลจิสติกส์

ที่สำคัญยังมีเป้าหมายยกระดับการขนส่งทางน้ำให้มีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และทันสมัย เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ที่สำคัญจะทำให้การขนส่งทางน้ำของไทยกลับมาเป็นยุทธศาสตร์หลักของประเทศ เนื่องจากปัจจุบันไทยยังสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะข้อจำกัดของท่าเรือภายในประเทศ ทำให้สินค้าบางส่วนต้องไปใช้บริการท่าเรือ ต่างประเทศ อาทิ มาเลเซีย

ดังนั้นการพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของท่าเรือไทยจึงเป็นภารกิจเร่งด่วน เพื่อดึงศักยภาพกลับคืนมาและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในภูมิภาค เนื่องจากการขนส่งทางน้ำไม่ใช่แค่เรื่องของกระทรวง แต่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ เรายังมีศักยภาพอีกมาก ทั้งฝั่งอันดามัน ฝั่งอ่าวไทย และตามลุ่มน้ำสำคัญ ซึ่งต้องได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ยังเตรียมเร่งผลักดันโครงการสำคัญของ กทท. โดยเฉพาะโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ที่ประสบปัญหาความล่าช้ามาตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อได้โดยเร็ว ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่มอบหมายให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาให้โครงการสามารถกลับมาเป็นกลไกหลักในการรองรับการค้าระหว่างประเทศของไทย

ในฐานะที่เป็นผู้แทนจากพื้นที่ภาคใต้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมแบบบูรณาการ ทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางและขนส่งให้กับประชาชน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงโครงการรถไฟทางคู่ในพื้นที่ภาคใต้ การพัฒนาถนนสายรองและถนนเลี่ยงเมือง รวมถึงการปรับปรุงสนามบินในภูมิภาค เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ อีกทั้ง ต้องการเห็นการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภาคคมนาคม โดยผลักดันการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ในระบบขนส่ง เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการพัฒนาในอนาคต

ส่วนกรณีที่ถูกมอบว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่นั้น ขอยืนยันว่าพร้อมทำงานอย่างเต็มที่ แม้จะถูกจับตากเรื่องอายุและประสบการณ์ โดยขอยึดหลักความโปร่งใส ตรงไปตรงมา พร้อมผลักดันผลงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และขอย้ำว่าทุกการดำเนินงานจะคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนเป็นหลัก