“อนุทิน” คาดปีนี้นักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย 7-10 ล้านคน ยันไม่ต้องแสดงข้อมูลวัคซีน ไม่สุ่มตรวจโควิด-19

ผู้ชมทั้งหมด 547 

“อนุทิน”คาดนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทย 7-10 ล้านคน ปรับมาตรการไม่ต้องแสดงข้อมูลวัคซีน ไม่สุ่มตรวจโควิด-19 ทอท. ลั่นพร้อมรับผู้โดยสารช่วงตรุษจีน ชี้ผู้โดยสาร 6 ท่าอากาศยานวันละ 3 แสนคน ด้านกพท. เผยในช่วงเดือน ม.ค.- มี.ค. 66 อนุมัติสายการบินจีนเข้าไทยแล้ว 1,035 เที่ยว

เมื่อวันที่ 9 ม.ค. ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีน หลังทางการจีนประกาศเปิดประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 66 ที่ผ่านมา

นายอนุทิน กล่าวว่า ผู้โดยสารที่เดินทางมาจากเมืองเซี่ยเหมิน ดังกล่าวเดินทางมากับสายการบิน Xiamen Airlines เที่ยวบิน MF833 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลา 12.19 น. มีผู้โดยสาร จำนวน 269 คน โดยในวันที่ 9 ม.ค. มีเที่ยวบินขาเข้าจากจีน จำนวน 15 เที่ยวบิน จำนวนผู้โดยสารทั้งสิ้น 3,465 คน และแนวทางการรับนักท่องเที่ยวเป็นไปตามมาตรการด้านสาธารณสุข ซึ่งประเทศไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวจากทุกประเทศ โดยมีข้อกำหนดและแนวทางการปฏิบัติเดียวกัน

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลจำนวนผู้โดยสารของ ทอท. คาดการณ์ว่าตลอดปี 2566 จะมีนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางผ่านท่าอากาศยานของ ทอท. ประมาณ 7 – 10 ล้านคน จากเดิมที่ก่อนการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 มีจำนวน 20.5 ล้านคน ซึ่งกระทรวงคมนาคมมีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในทุกท่าอากาศยาน โดยมีขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารได้อย่างเพียงพอ โดยได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดอำนวยความสะดวกและการให้บริการนักท่องเที่ยวและผู้เดินทางในทุกมิติ ตั้งแต่นักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงประเทศไทย โดยได้เน้นย้ำให้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น โดยคำนึงถึงความสะดวก รวดเร็วและความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นสำคัญ

สำหรับปัญหากระเป๋าสัมภาระล่าช้า และการให้บริการรถสาธารณะ ที่พบก่อนหน้านี้ กระทรวงคมนาคมได้เร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ปัจจุบันพบว่า ค่าเฉลี่ยเวลาในการลำเลียงกระเป๋าสัมภาระจากเครื่องบินจนถึงผู้โดยสาร ซึ่งกระเป๋าสัมภาระชิ้นแรก( First bag )ใช้เวลาเฉลี่ย 27 นาที และกระเป๋าสัมภาระชิ้นสุดท้าย( Last bag )ใช้เวลาเฉลี่ย 44 นาที ซึ่งมีความรวดเร็วขึ้น ส่วนการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะ ปัจจุบันได้เพิ่มจำนวนการให้บริการให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้บริการ และจัดระเบียบ ขยายพื้นที่ เพื่อลดความแออัดของผู้มาใช้บริการ ซึ่งผู้โดยสารใช้เวลารอคิวใช้บริการประมาณ 10 นาทีต่อคน

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเดินหน้าเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยั่งยืน เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น 

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า การเดินทางเข้าประเทศไทยของนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมไปถึงประเทศอื่น ๆ  ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย และการสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับประชาชน อันส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ฟื้นตัวภายหลังจากสถานการณ์ COVID-19

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ล่าสุดคณะกรรมการวิชาการตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 ได้ประชุมหารือทบทวนประเด็นข้อกำหนดการเข้าประเทศไทย สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และได้ปรับเปลี่ยนมาตรการตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. เป็นต้นไป โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังไทยไม่ต้องแสดงข้อมูลการฉีดวัคซีน และผลตรวจยืนยันการไม่ติดเชื้อโควิด-19 อีกทั้งไม่มีการสุ่มตรวจ รวมถึงยกเลิกเงื่อนไขบังคับซื้อประกันโควิด-19 วงเงิน 10,000 ดอลล่าร์ เนื่องจากการข้อมูลวิชาการแพทย์พบว่านักท่องเที่ยวจีน และทั่วโลกส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนพื้นฐานและมีภูมิคุ้มกันมากแล้ว การมุ่งขอหลักฐานการได้รับวัคซีนจะเกิดความไม่คล่องตัวและไม่สะดวก ดังนั้นการแสดงเอกสารจึงไม่จำเป็น ซึ่งมาตรการนี้จะปรับตามความจำเป็นของสถานการณ์ โดยไม่ให้กระทบความปลอดภัยของประชาชน

อย่างไรก็ตามหากนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาแล้วเกิดการติดเชื้อในประเทศไทย ทางกระทรวงสาธารณสุขก็มีบุคลากรทางการแพทย์ และยา เพียงพอในการดูแลรักษาซึ่งเวลานี้มีอัตราครองเตียงเพียง 5% เท่านั้น ส่วนการฉีดวัคซีนสำหรับนักท่องเที่ยวนั้น ไม่ได้กำหนดเป็นมาตรการที่ต้องปฎิบัติทุกคน ให้เป็นไปตามความสมัครใจของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะมีให้บริการในโรงพยาบาลของรัฐ แต่จะมีค่าใช้จ่ายและค่าบริการที่ต้องจ่ายเอง

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณผู้โดยสารท่าอากาศยาน 6 แห่งของ ทอท. อยู่ที่ประมาณวันละ 3 แสนคน โดยก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อปี 62 อยู่ที่ประมาณวันละ 4 แสนคน ซึ่งผู้โดยสารภายในประเทศกลับมา 100% แล้ว ขณะที่ผู้โดยสารระหว่างประเทศกลับมาแล้วประมาณ 80% ไม่รวมผู้โดยสารจีน

อย่างไรก็ตามปัจจุบันงานบริการภาคพื้นของ 2 บริษัทที่ให้บริการที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) มีผลการปฏิบัติงานตามตัวชี้วัดที่ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะการบริการกระเป๋าสัมภาระ ซึ่งตัวชี้วัดกำหนดให้อยู่ที่ไม่เกิน 30 นาที แต่ก็ยังมีบางเที่ยวบินที่มาถึงล่าช้าอยู่

นายนิตินัย กล่าวต่อว่า ทอท. อยู่ระหว่างเตรียมจัดทำร่างรายละเอียดเอกสารการประกวดราคา(TOR) จัดหาผู้ให้บริการภาคพื้นรายใหม่ เพื่อเข้ามาดำเนินงานในส่วนนี้เพิ่มเติมจาก 2 บริษัท คาดว่าจะสามารถเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาได้ภายในไม่เกินกลางเดือน ก.พ.66 และคาดว่าจะได้ผู้ให้บริการฯ รายใหม่ประมาณเดือน เม.ย.66 ทั้งนี้ ทอท. มีความพร้อมในการรองรับผู้โดยสารจากทั่วโลก โดยในส่วนของจีนนั้น ปัจจุบันมีสายการบินจากจีนจองตารางบิน(สลอต) ช่วงเทศกาลตรุษจีน (18-21 ม.ค.) รวม 4 วัน มาแล้วประมาณ 386-388 เที่ยวบิน ผู้โดยสารจีนรวมประมาณ 1 แสนคน

นายสุทธิพงษ์ คงพูล ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวว่า ขณะนี้มีสายการบินสัญชาติจีนได้ทำคำขอเปิดเที่ยวบินและเพิ่มความถี่เข้ามายังประเทศไทย ในช่วงเดือน ม.ค.- มี.ค.2566 และได้รับการอนุมัติจาก กพท.ให้ทำการบินแล้วรวมจำนวน 1,035 เที่ยว หรือเฉลี่ยเดือนละกว่า 300 เที่ยวบิน ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกของการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมการบินหลังจีนประกาศเปิดประเทศ อีกทั้งปัจจุบันสายการบินจีนยังได้ทำคำขอเพิ่มเที่ยวบินเข้ามาอีกประมาณวันละ 40 เที่ยว อยู่ระหว่างการพิจารณาจาก กพท. ซึ่งจะต้องประเมินความพร้อมของสายการบิน รวมไปถึงบริการภาคพื้นที่จะรองรับผู้โดยสารด้วย

อย่างไรก็ตามขณะนี้มีสายการบินจีนได้ทำคำขอเข้ามาจำนวนมาก แต่การจะอนุมัตินั้นต้องดูองค์ประกอบหลายอย่าง ไม่ใช่เพียงสายการบินมีดีมานด์เท่านั้น ต้องดูเรื่องของบริการภาคพื้นที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้บริการผู้โดยสารเกิดปัญหาเมื่อมาถึงไทย ซึ่งยอมรับว่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้บริการภาคพื้นค่อนข้างจำกัด กพท.จึงยื่นข้อเสนอไปยังสายการบินที่ต้องการเปิดบินว่าสามารถไปลงจอดที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ซึ่งมีบริการภาคพื้นพร้อมรองรับได้หรือไม่ หรือจะกระจายไปยังท่าอากาศยานเมืองรองอื่นๆ ที่มีความพร้อมเช่นกัน เพื่อลดปัญหาความแออัดที่จะเกิดขึ้น