เอสซีจี มั่นใจยอดขายปีนี้เติบโตมากกว่า 10% หลังราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น

ผู้ชมทั้งหมด 300 

เอสซีจี มั่นใจยอดขายปีนี้เติบโตมากกว่า 10% หลังราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น พร้อมสู้ต้นทุนพลังงาน-วัตถุดิบพุ่ง ขณะที่สงครามรัสเซีย – ยูเครนทำต้นทุนพลังงานสูงมั่นใจรับมือไหว พร้อมเตรียมพิจารณาปรับราคาสินค้าขึ้นหลังรัฐปรับราคาน้ำมันดีเซล

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC (เอสซีจี) เปิดเผยว่า ภายรวมของยอดขายในปี 2565 มีแนวโน้มเติบโตเกินเป้าหมายที่ตั้งเป้าไว้ที่ 10% เนื่องจากต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าของกลุ่มเอสซีจี ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งในไตรมาส 1/2565 นั้นราคาสินค้าสูงขึ้นกว่า 7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2564 และปรับตัวสูงขึ้นกว่า 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะเดียวกันหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียก็เริ่มทยอยเปิดประเทศ หลังจากสถานการณ์โควิด – 19 คลี่คลาย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคให้เติบโตขึ้น ขณะที่ประเทศจีนต้องยอมรับว่าผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลให้ตลาดในจีนค่อยข้างซบเซาลงในระดับหนึ่ง แต่ก็เชื่อว่าโควิด-19 ในจีนจะค่อยๆ คลีคลายลงจะเป็นปัจจัยหนึ่งจะช่วยหนุนความต้องการสินค้าฟื้นตัวขึ้น

นอกจากนี้แล้วเอสซีจีมีความสามารถในการบริหารการลดต้นทุนพลังงานที่มีประสิทธิภาพ โดยใช้พลังงานทางเลือก พร้อมกันนี้ยังได้มีการเตรียมวัตถุดิบที่เพียงพอ การใช้เทคโนโลยีกับ Supply Chain ทำให้มีความแข็งแกร่ง และยืดหยุ่นที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้

ส่วนการเกิดวิกฤตสงครามระหว่างรัสเซีย – ยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานสูงขึ้นก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ต้องปรับตัวรับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วทำให้มีความแข็งแกร่งทางการเงินที่สามารถรับมือตรงนี้ได้ ซึ่งเอสซีจีมีความพร้อมตรงนี้ ดังนั้นในปีนี้เอสซีจีจึงมั่นใจว่ายอดขายจะเติบโตได้มากกว่าที่ตั้งเป้าไว้

อย่างไรก็ตามในแง่ของการจำหน่ายสินค้าบ้างอย่างของเอสซีจี เช่น วัสดุก่อสร้าง แพ็คเกจจิ้ง ตลาดส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย ซึ่งจากสถานการณ์ความตึงเครียดในยุโรปตะวันออกจะไม่ส่งผลกระทบต่อเอสซีจี ซึ่งเอสซีจีจะมุ่งเน้นขยายฐานตลาดในกลุ่มประเทศเอเชียมากกว่า โดยการออกผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่องที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน  

ส่วนกรณีที่กระทรวงพลังงานปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลเป็น 32 บาทต่อลิตรนั้นต้องยอมรับว่าราคาน้ำมันดีเซล ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นไปสูงมากนักตามราคาตลาดโลก แต่ในแง่ของธุรกิจก็ต้องปรับตัว ซึ่งการปรับราคาสินค้าก็ต้องค่อนๆ ทยอยปรับเพิ่มขึ้น ก็เป็นเรื่องที่เอกชนต้องไปปรับตัว ต้นทุนที่สูงขึ้นทำอย่างไรให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ผลิตก็สามารถที่จะปรับต้นทุนให้ใกล้เคียงกับต้นทุนที่อยู่ในตลาดโลก ถ้าสินค้าชนิดใดไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้ก็จะต้องไปดำเนินการลดต้นทุนการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับความคืบหน้าการลงทุนโครงการปิโตรเคมีครบวงจร หรือ Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP1) ปัจจุบันมีความคืบหน้ากว่า 93% คาดว่าเริ่มเดินเครื่องได้ในครึ่งปีแรก 2566 ส่วน LSP2 อยู่ระหว่างการศึกษาออกแบบและขอใบอนุญาต ซึ่งโครงการ LSP2 นั้นเพิ่มเริ่มศึกษาออกแบบจึงยังไม่สรุปว่าจะมีพันธมิตรร่วมลงทุนหรือไม่

ด้านผลการดำเนินงานของเอสซีจี ไตรมาส 1/2565 มีรายได้จากการขาย 152,494 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากไตรมาสก่อน จากยอดขายที่สูงขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจ และมีกำไรสำหรับงวด 8,844 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ส่วนใหญ่จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมของธุรกิจอื่น (ธุรกิจเครื่องจักรกลการเกษตร) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจ สาเหตุหลักจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาด และกำไรสำหรับงวดลดลงร้อยละ 41 สาเหตุหลักจากต้นทุนวัตถุดิบของธุรกิจเคมิคอลส์ปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาส 1/2565 ประกอบกับในช่วงต้นปี 2564 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีผลประกอบการที่ดีกว่าปกติ สาเหตุจากวิกฤตฤดูหนาวที่รุนแรงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลให้อุปทานมีอยู่อย่างจำกัด