กกพ.ยันยึดหลัก “เมอริท ออเดอร์” เดินเครื่องโรงไฟฟ้าต้นทุนต่ำก่อน รับมือLNG ราคาพุ่ง

Loading

กกพ.ยันยึดหลักการ “เมอริท ออเดอร์” บริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้า สั่งเดินเครื่องโรงไฟฟ้าต้นทุนต่ำก่อน รับมือราคา LNG พุ่ง ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน ยืนยันไฟฟ้ามีเพียงพอต่อความต้องการใช้ เตรียมถกค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค.- ส.ค.2569) ภายในเดือน มี.ค.นี้ เร่งรณรงค์ประหยัดพลังงานด้วยหลัก 5 ป.  พร้อมกาง “แผน Energy Foresight” เครื่องมือจับเทรนด์พลังงานแห่งอนาคต มุ่งใช้พลังงานสะอาด “โซลาร์ฯ+แบตเตอรี่” ดันเทคโนโลยี “ไฮโดรเจน – SMR” เป็นทางเลือก  

สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกผันผวนและปรับเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศไทยปรับสูงขึ้นนั้น

นายประสิทธิ์ สิริทิพย์รัศมี รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน( สำนักงาน กกพ.) ระบุว่า กกพ.ยืนยันว่า ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการใช้ โดยมีกำลังผลิตติดตั้งกว่า 55,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณกว่า 30,000 เมกะวัตต์ แต่ในส่วนของต้นทุนค่าเชื้อเพลิงนั้น ยอมรับว่า การจะต้องผันแปรไปตามต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยในช่วงสถานการณ์วิกฤตราคาพลังงานนั้น กกพ.ได้ยึดหลักบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้า โดยใช้หลักการเมอริท ออเดอร์ (Merit Order) หรือ การจัดลำดับแหล่งผลิตไฟฟ้า โดยพิจารณาจากต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำที่สุดไปหาสูงที่สุด ซึ่งโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำจะถูกเรียกใช้ หรือสั่งให้เดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าก่อนเสมอ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้า และช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยรวม เพื่อให้ค่าไฟอยู่ในระดับที่เหมาะสม

ดังนั้น ในช่วงนี้ หากพิจารณาตามต้นทุนแล้วโรงไฟฟ้าถ่านหินจะถูกสั่งให้เดินเครื่องการผลิตเต็มกำลัง และโรงไฟฟ้าใดที่หยุดเดินเครื่องการผลิต ก็อาจต้องสั่งให้กลับมาเดินเครื่อง รวมถึงการรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำ ก็จะรับซื้อเพิ่มขึ้น แม้ว่าปัจจุบัน โครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทย จะใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ราว 50-60% ของกำลังการผลิตไฟฟ้า ซึ่งในส่วนของก๊าซฯ ก็จะเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซฯจากอ่าวไทยเต็มที และลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) ที่มีราคาแพงลง หรือ ใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

“ในช่วงที่ราคาพลังงานโลกผันผวน ทาง กกพ.จะพิจารณาในเรื่องของต้นทุน มีการกำกับเลือกโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำเดินเครื่องก่อน แต่ทั้งนี้ต้องดูความพร้อมในการดำเนินการของโรงไฟฟ้านั้นๆ ประกอบด้วย เช่นเดียวกับช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ราคา LNG พุ่งสูง ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟในประเทศพุ่งสูงขึ้น”

สำหรับแนวโน้มค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พฤษภาคม – สิงหาคม 2569) ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ กกพ. ซึ่งจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นเดือนมีนาคมนี้ หรือ อย่างช้าต้นเดือนเมษายนนี้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มีวิกฤตราคาพลังงานนั้น สำนักงาน กกพ. ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ผ่านแนวทางง่ายๆ 5 ป. ได้แก่ ปลด หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อเลิกใช้งาน ปิด ไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ปรับ อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส เปลี่ยน มาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 และ ปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้าน

โดยทั้ง 5 แนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถลดการใช้พลังงาน และลดภาระค่าไฟฟ้าของครัวเรือนได้ควบคู่กัน

นอกจากนี้ สำนักงาน กกพ. ยังได้จัดทำแผน Energy Foresight (เอนเนอร์จี้ฟอร์ไซด์) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมทรัพยากรให้เหมาะสมกับทิศทางของพลังงานในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยจะใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยทำการศึกษา ภายใต้ 4 ปัจจัยที่สำคัญ คือ 1.ความมั่นคง 2.เศรษฐศาสตร์(ค่าไฟฟ้า) 3.ส่งแวดล้อม (ความสะอาด) 4.สังคม (โซเชียลฯ)

โดยได้ยึดผลการศึกษาภายใต้ 2 ฉากทัศน์สำคัญ คือ ฉากทัศน์ที่ 1 คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (สมมติฐานด้านดี) และ ฉากทัศน์ที่ 5 วิกฤตและหายนะ(สมมติฐานด้านความเสี่ยง) จากที่ทำการศึกษาทั้งหมด 64 ฉากทัศน์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ทิศทางพลังงานในอนาคตจะมุ่งไปในเรื่องของ การส่งเสริมพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงทางเลือกพลังงานในอนาคต เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ความสะอาด และราคาเหมาะสม

โดยเชื้อเพลิงพลังงานที่จะได้รับการขับเคลื่อนในอันดับแรก คือ การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ บวกกับแบตเตอร์รี่ ถัดไป คือ ไฮโดรเจน และ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก(SMR) โดยกลไกสำคัญที่จะผลักดดันให้เกิดการใช้เชื้อเพลิง ไฮโดรเจน จะเป็นเรื่องของราคา ส่วนโรงไฟฟ้า SMR จะเป็นเรื่องการยอมรับของสังคม

ปัจจุบัน กกพ.ก็มีบทบาทการให้ความเห็นต่อการจัดทำแผน PDP ซึ่ง Energy Foresight ก็จะเป็นกรอบในแนวทางจัดทำแผน PDP ในอนาคตได้ รวมถึงการออกใบอนุญาตต่างๆ และตอนนี้ Energy Foresight ก็ถือเป็นกลยุทธ์ขององค์กร กกพ.ที่กำลังเดินหน้าอยู่ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั้น ยังต้องศึกษาในเชิงลึกต่อ คาดว่า ต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปี แผน Energy Foresight ก็จะเสร็จสมบูรณ์และนำมาใช้ได้เต็มรูปแบบ รวมถึงจะต้องมีการรีวิวแผนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันกับสถานการณ์พลังงานที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตด้วย”