![]()
กกพ. 25 มี.ค.นี้ เตรียมประกาศค่าไฟฟ้างวด พ.ค. – ส.ค. 69 กาง 3 แนวทางค่าไฟงวดใหม่! เตือนหากตรึงต่ำเกินไปเสี่ยงปลายปี ค่าไฟฟ้าพุ่ง 4.50 บาทต่อหน่วย เร่งกฟผ.เอาถ่านหินสำรองเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเต็มกำลัง พร้อมซื้อไฟฟ้าลาวเพิ่ม 10%

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 มีนาคม 2569 เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการกกพ. พิจารณาอนุมัติค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 โดยการพิจารณาค่าไฟฟ้างวดใหม่ต้องพิจารณาอย่างรอบครอบ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดตะวันออกกลางนั้นทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และมีความผันผวนในแต่ละวัน ซึ่งต้องมีการเก็บรวบรวมตัวเลขให้เกิดความมั่นใจอย่างแท้จริงก่อนที่จะประกาศค่าไฟฟ้ารอบใหม่
“การสู้รบในตะวันออกกลางทำให้เกิดการทำลายฐานการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในประเทศกาตาร์ ส่งผลต่อราคา Spot LNG ปรับเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งนั้นก็หมายความการปรับขึ้นของราคา LNG ในตลาดก็ย่อมมีผลต่อเรื่องต้นทุนค่าไฟฟ้าในประเทศไทยด้วยเช่นกัน ดังนั้นกกพ.จะทำหน้าที่ชะลอ และบรรเทาไม่ให้ส่งผลกระทบประชาชน” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว
ดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า ทางออกแรกที่ทำได้ดีที่สุดคือการเร่งหาแหล่งพลังงานอื่นที่ไม่ใช่ก๊าซธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งพลังงานที่มาจากในประเทศไทย การเพิ่มการผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในประเทศ และเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาวเพิ่มอีก 10% จากปัจจุบันซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาว 5,936 เมกะวัตต์ การสนับสนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
ร่วมถึงการใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นในการผลิตไฟฟ้า จากปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะปัญหาดินสไลด์ในช่วงหน้าฝนทำให้ไม่สามารถขุดถ่านหินได้ตามเป้าหมาย ส่งผลให้กำลังการผลิตลดลงจาก 2,700 เมกะวัตต์ เหลือเพียง 700 เมกะวัตต์ ซึ่งทางกกพ. ก็ได้ขอให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำถ่านหินสำรองมาใช่ในการผลิต และนำโรงไฟฟ้าที่ปลดระวาง อย่างหน่วยที่ 9 และ 10 กลับมาเดินเครื่องใหม่เพื่อเร่งกำลังการผลิตให้ได้ 1,400 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามการนำโรงไฟฟ้าถ่านหินหน่วยหน่วยที่ 9 และ 10 ที่ปลดระวางแล้วกลับมาเดินเครื่องใหม่ต้องให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติก่อน
อย่างไรก็ตามการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้างวดใหม่ กกพ.อาจจะพิจารณานำเงินส่วนเกินจากการลงทุนของ 3 การไฟฟ้า (กฟผ., กฟน., กฟภ.) หรือ “Claw Back” ที่เหลืออยู่ 9,400 ล้านบาท มาช่วยตรึงราคาค่าคาดว่าจะสามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ 13 สตางค์ พร้อมกับการพิจารณานโยบายค่าไฟฟ้า 2 ราคา สำหรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 100 หน่วย เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า แนวทางการพิจารณาอัตราค่าไฟฟ้าในงวดถัดไปเน้นย้ำถึงความโปร่งใสและต้องการให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริงของต้นทุนพลังงาน และต้องไม่คำนึงถึงการแบกรับภาระหนี้จากการตรึงค่าไฟฟ้าแทนประชาชนของกฟผ.และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ด้วย โดยปัจจุบันกฟผ.แบกรับภาระหนี้สะสม (AF) แทนประชาชนอยู่ที่ 36,000 ล้านบาท ปตท.แบกรับอยู่ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท
สำหรับสูตรการคำนวณค่าไฟฟ้ารอบใหม่ที่เคยมีการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่ามีความเป็นไปได้ 3 แนวทาง คือ แนวทางแรก 4.59 บาทต่อหน่วย เป็นอัตราที่สะท้อนต้นทุนจริงบวกกับการคืนหนี้สะสม (AF) ทั้งหมดให้แก่ กฟผ. แนวทางที่ 2 อัตราค่าไฟฟ้า 4.08 บาทต่อหน่วย เป็นอัตราที่สะท้อนเฉพาะต้นทุนการผลิตจริงในงวดปัจจุบัน โดยยังไม่มีการชำระหนี้คืนกฟผ. และแนวทางที่ 3 อัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วย เป็นการนำเงิน Call Back จำนวน 9,400 ล้านบาท มาช่วยลดภาระ และจะสามารถชำระหนี้ให้กับกฟผ.ได้ทั้งหมด
“อัตรา 3.95 บาทต่อหน่วยเป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผลที่สุด แม้จะสูงกว่าระดับเดิมที่หลายฝ่ายต้องการให้ตรึงไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย เพียง 7 สตางค์ แต่การปรับขึ้นเล็กน้อยจะช่วยส่งสัญญาณให้ภาคธุรกิจปรับตัวได้ทัน ดีกว่าการตรึงราคาไว้ต่ำเกินไปแล้วต้องกระโดดขึ้นไปถึง 4.50 บาทต่อหน่วยในงวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2569 ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจมากกว่า” นายวรวิทย์ กล่าว
แหล่งข่าววงการพลังงานเปิดเผยว่า อัตราค่าไฟฟ้างวดเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 อาจจะต้องตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยให้เฉพาะผู้มีรายได้น้อย โดยหลักจะดำเนินการผ่านโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบรรเทาภาระค่าครองชีพสำหรับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งอาจจะต้องชะลอการคืนหนี้ให้กฟผ.ออกไปก่อน