![]()
ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จากกรณีการเผชิญหน้าทางทหารระหว่าง “สหรัฐอเมริกาและอิสราเอล” กับ “อิหร่าน” ได้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
สถานการณ์ดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และส่งผลต่อค่าไฟฟ้าโดยตรง ขณะเดียวกันยังเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นหลัก
ในบริบทนี้ “การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)” ในฐานะรัฐวิสาหกิจหลักด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุน และลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคเศรษฐกิจ

เร่งเครื่องโรงไฟฟ้าในประเทศ ลดพึ่งพา LNG
กฟผ.ขานรับต่อนโยบายกระทรวงพลังงาน โดยสั่งการให้โรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงภายในประเทศเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิต เพื่อทดแทนการพึ่งพา LNG นำเข้าที่มีราคาสูง
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ “โรงไฟฟ้าแม่เมาะ” ที่ใช้เชื้อเพลิงถ่านหิน ได้เดินเครื่องเต็มกำลัง 1,200 เมกะวัตต์ พร้อมคุมเข้มการบำรุงรักษาเครื่องให้เดินได้ต่อเนื่อง และมีเหตุการณ์หยุดเดินเครื่องนอกแผนน้อยที่สุด
รวมถึงโรงไฟฟ้าน้ำพอง และโรงไฟฟ้าวังน้อย ที่ใช้แหล่งเชื้อเพลิงภายในประเทศได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเต็มประสิทธิภาพ โดยเน้นการควบคุมประสิทธิภาพการผลิตและลดการหยุดเดินเครื่องนอกแผนให้น้อยที่สุด เพื่อให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง
นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมความพร้อมของโรงไฟฟ้าหน่วยที่ 9 และ 10 ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 600 เมกะวัตต์ แม้จะปลดออกจากระบบไปแล้ว แต่ถูกเตรียมให้สามารถกลับมาใช้งานได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน หากได้รับอนุมัติจากภาครัฐ
ตลอดจนประสานการรับซื้อไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงพลังน้ำและถ่านหินจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง สปป.ลาว อย่างเต็มที่ เพื่อดูแลกำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงกลยุทธ์ “Energy Security First” ที่มุ่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานผ่านการใช้ทรัพยากรในประเทศ ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก

บริหารต้นทุนค่าไฟ ลดผลกระทบประชาชน
อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ กฟผ. คือการบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานโลก
การเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในประเทศ เช่น ถ่านหินจากแม่เมาะ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า LNG ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนเฉลี่ยของระบบไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน การเตรียมโรงไฟฟ้าสำรองและการบริหารประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าหลัก ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนไฟฟ้า ซึ่งอาจนำไปสู่ต้นทุนที่สูงขึ้นในภาพรวม
ตั้ง War Room บริหารเชื้อเพลิง รับมือวิกฤตแบบเรียลไทม์
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง กฟผ.ได้จัดตั้ง “War Room” เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานโลกอย่างใกล้ชิด พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มราคาเชื้อเพลิง และวางแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้าอย่างรัดกุม
การดำเนินการในลักษณะนี้ช่วยให้สามารถปรับกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เชื้อเพลิงที่มีต้นทุนเหมาะสม การจัดลำดับการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า หรือการบริหารสต๊อกเชื้อเพลิงให้เพียงพอในทุกสถานการณ์

ดัน 4 แคมเปญประหยัดพลังงาน สร้างพลังความร่วมมือทั้งประเทศ
นอกเหนือจากการบริหารจัดการฝั่งการผลิตไฟฟ้า กฟผ.ยังเร่งขับเคลื่อนมาตรการประหยัดพลังงานผ่าน 4 แคมเปญหลัก เพื่อดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงวิกฤต โดยเน้นทั้ง “การปรับพฤติกรรม” และ “การลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงพีค” อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่
1.“โครงการล้างแอร์ช่วยชาติ”
กฟผ. ร่วมกับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าและผู้ให้บริการผ่านระบบออนไลน์ รวม 13 รายทั่วประเทศ มอบส่วนลดการล้างเครื่องปรับอากาศมูลค่า 300 บาทต่อเครื่อง จำนวน 30,000 สิทธิ์ ซึ่งคาดว่าจะลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 5.6 ล้านหน่วย และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กว่า 2,900 ตัน โดยสามารถลงทะเบียน ณ ห้างสรรพสินค้าและผู้ให้บริการผ่านระบบออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
2.“กิจกรรมส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานเบอร์ 5”
กฟผ. ร่วมกับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน มอบส่วนลดสำหรับการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 จำนวน 45 ผลิตภัณฑ์ จำนวน 15,000 สิทธิ์ ณ ห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ รวม 13 รายทั่วประเทศ โดยสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ทางเว็บไซต์ กฟผ. ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
3.“โครงการล้างคอนเดนเซอร์เครื่องทำความเย็น”
กฟผ. ร่วมกับสมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย หรือ TEMCA ดำเนินการล้างคอนเดนเซอร์เครื่องทำความเย็นในอาคารภาครัฐ จำนวน 93 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 5 ล้านหน่วย และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กว่า 2,400 ตัน รวมถึงจัดอบรมเสริมสร้างความรู้ในการบำรุงรักษาอุปกรณ์แก่วิศวกรและช่างเทคนิค โดยหน่วยงานที่สนใจสามารถติดต่อรับสิทธิ์ผ่านทางสมาคมฯ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป
4.Energy Solutions
กฟผ. สนับสนุน ENZY Platform เพื่อยกระดับการจัดการพลังงานในอาคารภาครัฐ สร้างต้นแบบการลดการใช้ไฟฟ้าที่วัดผลได้จริง โดยหน่วยงานในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ที่สนใจสามารถสมัครและส่งใบเสร็จค่าไฟฟ้าย้อนหลัง 1 ปี ทางเฟสบุ๊ค กฟผ. ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่ง กฟผ. จะคัดเลือกหน่วยงานที่มีค่าไฟฟ้าสูงสุดและตรงตามเงื่อนไข ดำเนินงานนำร่องจำนวน 3 แห่ง

ทั้ง 4 แคมเปญดังกล่าว สะท้อนแนวคิดการบริหารพลังงานแบบครบวงจร ที่ไม่ได้พึ่งพาเพียงการเพิ่มกำลังผลิต แต่ให้ความสำคัญกับ “การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ” ควบคู่กันไป
ในช่วงเวลาที่ต้นทุนพลังงานผันผวน การลดการใช้ไฟฟ้าแม้เพียงเล็กน้อยจากทุกภาคส่วน เมื่อรวมกันในระดับประเทศ จะกลายเป็นพลังสำคัญที่ช่วยลดภาระต้นทุน และเสริมความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ

เสาหลักความมั่นคงพลังงานไทยในยุคผันผวน
วิกฤตพลังงานโลกครั้งนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “ความมั่นคงด้านพลังงาน” ไม่ใช่เพียงเรื่องของการมีไฟฟ้าใช้ แต่คือการมีระบบที่สามารถรองรับความผันผวนได้ในทุกมิติ
บทบาทของ กฟผ. จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การผลิตไฟฟ้า แต่ครอบคลุมถึงการวางแผนเชิงกลยุทธ์ การบริหารความเสี่ยง การควบคุมต้นทุน และการสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน
จากการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในประเทศเต็มกำลัง การเตรียมความพร้อมของกำลังผลิตสำรอง การตั้ง War Room บริหารสถานการณ์ ไปจนถึงการผลักดันมาตรการประหยัดพลังงาน ล้วนสะท้อนถึงความพยายามในการรักษาสมดุลระหว่าง “ความมั่นคง” และ “ความสามารถในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม”