![]()
“กรณ์ จาติกวณิช” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จี้ กระทรวงพาณิชย์ คุมราคาขายปลีกน้ำมัน หลังพบค่าการกลั่น พุ่งสูงเกือบ 6 บาทต่อลิตร ตามต้นทุนอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ จากค่าการกลั่นระดับปกติอยู่ที่กว่า 2 บาทต่อลิตร ชี้ไม่ถูกต้อง เป็นช่วงที่ประชาชนเดือดร้อนจากวิกฤตราคาน้ำมันแพง แนะ “รัฐบาล” หั่นภาษีสรรพสามิต ก่อนค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันฯ รักษาวินัยการคลังของประเทศ
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยผ่านรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” วันที่ 12 มี.ค.2569 ระบุว่า “น้ำมัน” จัดเป็นสินค้าควบคุม ฉะนั้นการกำกับว่ามีการค้ากำไรเกินควรหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์อยู่แล้วที่จะเข้าไปกำกับดูแลไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใดก็ตาม ซึ่งในช่วง 10 กว่าวันที่ผ่านมา ค่าการกลั่นน้ำมัน ปรับขึ้นไปสูงมาก โดยเฉลี่ยประมาณเกือบ 6 บาทต่อลิตร จากที่ผ่านมายืนอยู่ในระดับปกติกว่า 2 บาทต่อลิตรมาตลอด ซึ่งถือเป็นภาระต่อกองทุนนน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นภาระต่อประชาชน เพราะว่าส่วนต่างราคาที่ 4 บาทต่อลิตรเป็นกำไรของโรงกลั่นซึ่งเป็นภาระต่อทุกคนที่ซื้อน้ำมัน และตอนนี้กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกภาระชดเชยราคาดีเซลในระดับที่สูงมากขึ้นทุกวัน ปัจจุบนชดเชยเกือบ 17 บาทต่อลิตรแล้ว ซึ่งก็คือภาระของประชาชนในอนาคต เพราะชดเชยวันนี้ อนาคตก็ต้องเรียกเก็บคืนเข้ากองทุนฯเมื่อราคาน้ำมันปรับลดลง ฉะนั้นตอนนี้ก็เหมือนกับประชาชนต้องจ่ายให้กับโรงกลั่นฯในราคาที่มองว่าสูงเกินไป
ทั้งนี้ ไม่ว่าราคาน้ำมันดิบต้นทางจะมีราคาเท่าไหร่ แต่กระบวนการกลั่นมีต้นทุนเท่าเดิม เพราะฉะนั้นส่วนกำไรที่ได้จากการกลั่นไม่ควรจะปรับขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ประเด็นปัญหาก็คือ ค่าการกลั่นมันเพิ่มสูงขึ้นเพราะคาน้ำมันที่กลั่นแล้วในตลาดสิงคโปร์ปรับสูงขึ้นและสูงขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้น จึงทำให้สินค้าที่กลั่นออกมาสูงขึ้น ทั้งๆที่ต้นทุเท่าเดิม
“ฉะนั้นผมไม่ได้เกี่ยงเลยว่าเขาควรจะมีกำไรจากการกลั่นน้ำมันมาขายให้กับพวกเรา แต่ว่ามันไม่ควรที่จะปรับสูงขึ้นแบบนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ทุกคนกำลังเดือดร้อนอยู่จากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นด้วย”
ดังนั้น ราคาน้ำมันที่กลั่นแล้ว ที่มีการปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเร็วกว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับสูงขึ้น จนทำให้เกิดกำไรที่สูงเกินไปในช่วงเวลาที่ทุกคนเดือนร้อนอยู่นั้น มาจากการอ้างอิงราคาค่าการกลั่นตลาดสิงคโปร์ ซึ่งหากย้อนกลับไปดูค่าการกลั่นก่อนเกิดสงครามอิหร่าน-อิสราเอล ก็ยืนอยู่ที่ระดับกว่า 2 บาทต่อลิตรมาตลอด ก็เป็นระดับที่อยู่ได้ โรงกลั่นฯก็มีกำไร ดังนั้น วันนี้มีเหตุผลอะไรที่โรงกลั่นฯจะมีกำไรเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ในช่วงที่ทุกคนกำลังเดือนร้อนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางกระทรวงพาณิชย์ควรเข้ามากำกับ
ส่วนกรณีที่รัฐบาลออกมาส่งสัญญาณเตรียมให้กระทรวงการคลังมาค้ำประกันหนี้ของกองุนน้ำมันฯ มันกำลังจะกลายเป็นภาระหนี้ของประเทศด้วย ซึ่งหนี้ของกองทุนน้ำมันฯยิ่งค่าการกลั่นสูงแค่ไหน หนี้ของกองทุนน้ำมันฯก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เพราะว่ากองทุนน้ำมันฯต้องมาชดเชยราคา หรือพูดง่ายๆ เท่ากับว่า ตอนนี้กองทุนฯกำลังชดเชยให้โรงกลั่นฯมีกำไร ซึ่งมันไม่ถูกต้อง และการที่กระทรวงการคลังเข้ามาค้ำประกันเท่ากับเป็นการก่อหนี้สาธารณะ ที่ยังไม่ควรดำเนินการ ซึ่งตนได้เห็นข่าวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ว่า ทางนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กำลังจะเสนอตามข้อเสนอของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้กระทรวงการคลังพิจารณาเข้ามาค้ำประกันหนี้ของกองทุนน้ำมันฯ ซึ่งตอนนั้นผมก็บอกไป เชื่อว่า คุณเอกนิติ คงไม่ทำให้ เพราะขัดวินัยทางการคลัง ซึ่งก็เห็นว่าทาง ครม.ใหญ่ ไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ ก็ถือว่าก็เป็นเรื่องที่ดี
แต่ในกรณีที่จำเป็นจริงๆค่อยมาว่ากัน แต่ในตอนนี้ยังไม่ใช่ และเราควรทำทุกอย่างเพื่อลดภาระหนี้ของกองทุนน้ำมันฯที่กำลังชดเชยให้กับประชาชนอยู่ เพราะสุดท้ายคนที่ต้องมาชำระหนี้นี้ก็คือประชาชนเอง เพราะฉะนั้น วันนี้ที่กองทุนน้ำมันฯต้องชดเชยราคาในระดับที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆก็เพราะค่าการกลั่นน้ำมันสูงขึ้น
ทั้งนี้ “ราคาน้ำมัน” ถือเป็นหนึ่งในสินค้าที่อยู่ในทะเบียนควบคุมราคาของกระทรวงพาณิชย์ และถ้ามองเรื่องค้ากำไรเกินควร ก็น่าจะเข้าข่ายภาระหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์เช่นเดียวกัน แต่ถ้ารัฐบาลจะบอกว่าไม่ใช่ นี่เป็นเรื่องของกระทรวงพลังงาน ตนก็ไม่เกี่ยง เพราะไม่ได้สนใจว่าเป็นหน้าที่ใคร แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ต้องรีบเข้ามากำกับดูแลในส่วนนี้ โดยหวังว่า รัฐบลจะเข้ามาดูแลเรื่องนี้
“ถ้าพูดกันตามตรงปัญหาครั้งนี้ก็เหมือนกับรอบที่แล้ว รัฐมนตรีฯพลังงาน คนปัจจุบัน ถ้าพูดตามตรงก็เป็นลูกหม้อปตท.ก็เหมือนกับสมัยที่เราเคยมีปัญหานี้ ตอนสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นเหตุให้ต้องมีความเกรงใจอะไรกันหรือเปล่า ก็หวังว่าจะไม่ครับ แต่รัฐมนตรีฯพาณิชย์ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับปตท. ก็เชื่อว่าท่านก็มีเจตนาที่ดีในการดูแลค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน ก็หวังว่า จะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาศึกษา และหาช่องทางที่จะดำเนินการแก้ไข พูดกันตามตรงถ้ากระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงาน ยังทำอะไรไม่ได้ กระทรวงการคลังก็ทำได้ โดยสามารถที่จะเสนอในรูปแบบภาษีลาภลอย (Windfall Tax) และนำภาษีส่วนนี้มาช่วยอุดหนุนกองทุนน้ำมันฯก็ทำได้ แต่ว่ายังเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซึ่งคิดว่าเล่นกันตรงๆจะดีกว่า คือการเข้าไปกำกับในส่วนของอัตรากำไรที่ควร”
สำหรับกรณี ที่ในอนาคตหากกองทุนน้ำมันฯต้องแบกรับภาระชดเชยราคาจนติดลบหนัก และจำเป็นต้องกู้เงิน ยังมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการให้กระทรวงการคลังเข้ามาค้ำประกันเงินกู้หรือไม่นั้น นายกรณ์ มองว่า เรื่องนี้ต้องคิดกันดีๆ เพราะในอดีตประวัติศาสตร์ของการมีกองทุนน้ำมันฯ เคยมีการค้ำประกันแล้วครั้งเดียวในยุครัฐบาลประยุทธ์ ในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นไปแตะระดับราว 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกองทุนน้ำมันฯ ขาดดุลไปประมาณกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับหลักพันล้าน แต่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนนี้คือวันละประมาณ 1-2 พันล้านบาทแล้ว ตามอัตราที่ต้องชดเชย แต่ยังห่างไกลจากภาระหนี้สินของกองทุนน้ำมันฯเมื่อ 4-5 ปีก่อน เพราะฉนั้น จะต้องมาประเมินสถานการณ์ โดยหากมองว่า ผลของสถานการณ์ต่อราคาน้ำมันเป็นระยะสั้น ก็อาจกัดฟันชดเชยต่อไปได้ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่า มันอาจยืดเยื้อก็อาจต้องกลับมาทบทวนว่าจะปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นไปไม่มากก็น้อยหรือไม่ เพื่อลดภาระการกู้ยืมของกองทุนฯ และรักษาวินัยทางการคลัง รวมไปถึงส่งสัญญาณทางกลไกตลาดให้ประชาชนประหยัดการใช้น้ำมันมากขึ้น
โดย ณ วันนี้ เห็นด้วยที่รัฐบาลมีการควบคุมราคาดีเซล 15 วัน แต่ก็จะสิ้นสุดในวันที่ 17 มี.ค.นี้ หลังจากนั้นก็ต้องมาดูว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะตอนนี้ชดเชยเกือบ 17 บาทต่อลิตรถือว่าสูงมาก จะไหวไหม หรือว่าจะแบ่งภาระกลับคืนมาให้กับผู้ใช้น้ำมันในวันนี้ได้ไหม ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องตัดสินใจ และถ้าทำแบบนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องเตรียมรับมือเลย คือ การฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าทั่วไปเพิ่มขึ้น คราวนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้กระทรวงพาณิชย์จะต้องเข้ามาทำงานหนักในการกำกับไม่ให้ราคาสินค้าทั่วไปสูงเกินควร
แต่หากรัฐบาลตัดสินใจจะยืนราคาดีเซลที่ 29.94 บาทต่อลิตรต่อให้ได้ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่กองทุนน้ำมันฯจะกู้เงินจากสถาบันการเงินตามปกติไม่ได้หากไม่มีกระทรวงการคลังเข้ามาค้ำประกัน ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น หากประเมินว่านี้คือนโยบายที่ดีที่สุด ก็คงต้องอาศัยกระทรวงการคลังเข้ามาค้ำประกันให้ แต่อย่างที่บอกเคยเกิดขึ้นครั้งเดียวและปกติทุกๆรัฐบาลจะหลีกเลี่ยงไม่ให้มาเป็นภาระของประเทศ เพราะหลักการของมัน ผู้ใช้เป็นผู้รับภาระ ความหมายก็คือ วันนี้ผู้ได้ประโยชน์จากการชดเชยก็คือผู้ใช้น้ำมัน เพราะฉะนั้นในอนาคตผู้รับภาระคืนหนี้ส่วนนี้ก็คือผู้ที่ได้รับประโยนช์คือผู้ใช้น้ำมันเช่นเดียวกัน แต่ถ้าเราเอากระทรวงการคลังเข้ามาค้ำประกันมารับผิดชอบเมื่อไหร่มันเหมือนกับว่นคนทั้งประเทศต้องมาร่วมรับผิดชอบทั้งๆที่เขาอาจไม่ได้ใช้ประโยชน์จากการใช้น้ำมันโดยตรง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่รัฐบาลจะต้องชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก
ทั้งนี้ ปัญหาราคาน้ำมันแพง ก็เป็นเรื่องที่เจอมาในทุกรัฐบาล ซึ่งสมัยที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ราคาน้ำมันก็ขึ้นไปเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ต้องลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลงมาเหลือเกือบ 0 บาท ฉะนั้นตอนนี้ รัฐบาลยังมีเครื่องมืออยู่ในมือก็คือ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บเกือบ 7 บาทต่อลิตร ดังนั้น ก่อนที่จะให้กระทรวงการคลังมาค้ำหนี้ที่เกิดจากการชดเชนก็สามารถลดการชดเชยได้ด้วยการลดจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ที่จริงๆแล้วเปรียบเหมือนกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวาของกระทรวงการคลัง ซึ่งการลดจัดเก็บภาษีสรรพสามิต สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มภาระหนี้ ซึ่งสมัยที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐนตรีฯคลัง ก็ได้ลดจัดเก็บภาษีสรรพสามิตและรักษาวินัยการคลังโดยไม่เอากระทรวงการคลังเข้ามาค้ำประกันหนี้ของกองทุนน้ำมันฯและก็ผ่านวิกฤตช่วงนั้นมาได้
พอสมัยรัฐบาลประยุทธ์ เข้าใจว่ามีการลดภาษีสรรพสามิตด้วยในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่พอจึงต้องเข้ามาค้ำประกันเงินกู้ด้วย ซึ่งมาถึงรัฐบาลในยุคนี้ก็ต้องรอประเมินว่า สุดท้ายแล้วสถานการณ์จะเป็นเช่นใด แต่ก่อนที่จะตัดสินใจเข้ามาค้ำประกันหนี้ ควรลดภาษีสรรพสามิตก่อน สาเหตุเพราะว่า การเข้ามาค้ำประกันจะทำให้วินัยในการกำหนดนโยบายเปลี่ยนไป นโยบายก็เลยไม่สามารถที่จะชดเชยเท่าไหร่ก็ได้ นานเท่าไหร่ก็ได้ คือต้องระมัดระวังระดับหนึ่ง แต่พอมีรัฐบาลเข้ามาค้ำประกันคือกู้เท่าไหร่ก็ได้แล้ว อย่างนี้ก็อาจทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายขาดวินัยมากเกินไป แต่ต้องประเมินตามสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางรอบนี้ ที่ถูกมองว่าร้ายแรงกว่า เหตุการรัสเซีย-ยูเครนในอดีตนั้น นายกรณ์ มองว่า ร้ายแรงสำหรับเอเชีย ซึ่งสงครามยูเครนในช่วงนั้นจะมีผลกระทบต่อทางยุโรปมากกว่า เพราะต้องซื้อก๊าซฯจากรัสเซีย แต่รอบนี้กระทบเอเชียมากกว่า เพราะต้องซื้อก๊าซฯและน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ในขณะที่ยุโรปและสหรัฐฯไม่ได้เดือดร้อนเหมือนกับเรา เขาอาจจะเดือดร้อนจากราคาที่สูงขึ้น แต่เราเดือดร้อนจากราคาและความไม่แน่นอนว่าจะมีก๊าซฯกับน้ำมันใช้หรือไม่ ซึ่งหากจะประเมินว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อหรือไม่นั้น มองว่า ควรตั้งสมมติฐานว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อไว้ก่อนในการกำหนดนโยบาย ซึ่งเราทุกคนก็หวังว่ามันจะจบเร็ว แต่จะเอาความหวังมาเป็นตัวกำหนดนโยบายก็ไม่เหมาะ อย่างไรก็ตาม มองว่า รัฐบาลควรออกมาส่งสัญญาณให้ประชาชนตื่นตัว และเตรียมพร้อมรับมือหากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป
ด้าน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผย ข้อมูลโครงสร้างราคาน้ำมันล่าสุด ณ วันที่ 12 มี.ค. 2569 พบว่า ค่าการกลั่นเฉลี่ย ระหว่างวันที่ 1- 12 มี.ค. 2569 อยู่ที่ 5.97 บาทต่อลิตร จากเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา มีค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 2.09 บาทต่อลิตร และค่าการกลั่น เฉลี่ยในปี 2568 อยู่ที่ 1.71 บาทต่อลิตร ขณะที่ปี 2567 มีค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 2.35 บาทต่อลิตร
