กรมเชื้อเพลิงฯ เตรียมชง “ครม.ชุดใหม่” เคาะแผน “เปิด-ต่ออายุ-แก้กฎหมาย” ดันสำรวจปิโตรเลียม

Loading

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดยุทธศาสตร์ปิโตรเลียม 2569 เตรียมเปิดสำรวจฯ รอบที่ 26 ในทะเลอันดามัน หวังดึงทุนขนาดใหญ่เข้าลงทุน การนำร่องโครงการ CCS รองรับเป้าหมาย  Net Zero ตลอดจนการเตรียมแก้กฎหมายปิโตรเลียม หวังสร้างความต่อเนื่องทางพลังงาน กระตุ้นเศรษฐกิจการลงทุน  สร้างความมั่นคง เสถียรภาพทางพลังงานของประเทศ

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินโครงการด้านการบริหารจัดการปิโตรเลียมของประเทศในปี 2569 จะเน้นยุทธศาสตร์ในการสร้างความต่อเนื่องด้านพลังงานเพื่อเกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด พร้อมกระตุ้นให้เกิดการลงทุน มุ่งสู่การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานที่สอดคล้องไปกับแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจสู่ยุคคาร์บอนต่ำ

โดยการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2569 ประกอบด้วย

การเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการสนับสนุน และเร่งรัดการจัดหาพลังงาน โดยการส่งเสริมและเร่งรัดการสำรวจและพัฒนาแหล่งเชื้อเพลิงธรรมชาติในประเทศได้ส่งเสริมการดำเนินการเปิดให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งบนบกและในทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยสำหรับการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) ซึ่งภายหลังจากการออกประกาศเชิญชวนการเปิดให้ยื่นขอสิทธิฯ ไปแล้วนั้น ได้มีผู้มายื่นขอสิทธิฯ จำนวน 5 ราย 8 คำขอ คาดว่าสามารถเกิดการลงทุนราว 2,500 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ในอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งหากพัฒนาได้เชิงพาณิชย์จะมีปริมาณน้ำมันดิบประมาณ 5.76 ล้านบาร์เรล ก๊าซธรรมชาติประมาณ 20.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาผู้ได้รับคัดเลือกเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.ชุดใหม่) และคาดว่าจะสามารถให้สัมปทานปิโตรเลียมได้ภายในปี 2569

นอกจากนี้ ในปี 2569 จะมีแผนในการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจในทะเลอันดามัน (ครั้งที่ 26) ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนดึงดูดการลงทุนของผู้ประกอบการรายใหญ่ เนื่องจากพื้นที่บริเวณทะเลอันดามันเป็นบริเวณที่ติดกับพื้นที่ที่มีการพบปิโตรเลียมมาก่อน จึงนับว่ามีโอกาสที่จะพบทรัพยากรทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติใต้ทะเลอันดามันได้เช่นกัน คาดว่าจะเกิดการลงทุนเริ่มต้นสำหรับการสำรวจประมาณ 300 – 1,200 ล้านบาท ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นโอกาสดึงดูดทุนขนาดใหญ่เข้ามาร่วมพัฒนาแหล่งปิโตรเลียม ช่วยส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ดำเนินการศึกษาประเมินศักยภาพปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียม รวมทั้งกำหนดขอบเขตแปลงสำรวจแล้ว อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรี(ครม.ชุดใหม่) ต่อไป

การดำเนินงานของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (MTJDA) โดยมีการจัดทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ของสัญญาซื้อขายก๊าซรรมชาติแปลง B-17-01 ทำให้สามารถขยายระยะเวลาการผลิตเพิ่มเติมของแปลงดังกล่าว ในช่วงปี 2571 – 2581 สร้างความมั่นคงทางพลังงานของทั้งสองประเทศ คาดว่าสามารถสร้างรายได้ให้รัฐบาลทั้งสองประเทศจากค่าภาคหลวงประมาณ 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และส่วนแบ่งกำไรของรัฐที่ประมาณ 1,322 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยองค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย และผู้ซื้อร่วมได้ร่วมลงนามในสัญญาดังกล่าวแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

นอกจากนั้น ได้มีการจัดทำสัญญาแบ่งปันผลผลิตของแปลง A-18-01 และสัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความท้าทายทั้งด้านเทคนิค ต้นทุนที่สูงขึ้นโดยจะมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด คาดว่าจะมีการลงทุนรวม 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะก่อให้เกิดรายได้โดยตรงแก่องค์กรร่วมไทย – มาเลเซีย ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแปลงนี้จะต้องรอนำเสนอ ครม.ชุดใหม่ ก่อนลงนามภายใต้สัญญาPSC ต่อไป

อีกทั้ง ยังเตรียมผลักดันการดำเนินการเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage: CCS) เพื่อสนับสนุนนโยบายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050 โดยประกอบด้วย

1) โครงการศึกษาและพิสูจน์ทราบศักยภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)ในชั้นหินทางธรณีวิทยาในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน มีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็น Eastern CCS Hub ในการกักเก็บ CO2 โดยกรมเชื้อเพลิงฯ ร่วมกับ หน่วยงานของประเทศญี่ปุ่น (JOGMEG และ INPEX) เพื่อศึกษาและประเมินศักยภาพการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งภายหลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการเข้าสำรวจและมอบหมายภารกิจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2569 แล้วนั้น คาดว่า จะมีเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียน ประมาณ 363,000 ล้านบาท ลดก๊าซเรือนกระจก 5-10 ล้านตันต่อปี

ปัจจุบันได้อยู่ระหว่างขออนุญาตนำเรือเข้าสำรวจ และคาดว่าจะสามารถสำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนบริเวณอ่าวไทยตอนบนได้ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งจะทำให้เห็นถึงศักยภาพ และความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการในอนาคตต่อไป

2) โครงการนำร่องดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ ผู้ดำเนินการคือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษามาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าจะได้แนวทางการดำเนินงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ภายในปี 2569 และ ปตท.สผ. อยู่ระหว่างการออกแบบทางวิศวกรรม เพื่อก่อสร้างและติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการดำเนินงานโดยคาดว่าจะสามารถเริ่มการอัดกลับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ในปี 2571 ซึ่งโครงการนี้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียน 13,200 ล้านบาท ลดก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตปิโตรเลียม 1 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ ยังเตรียมเสนอ ครม.ชุดใหม่ เพื่อผลักดันการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. …. เพื่อให้เกิดความความต่อเนื่อง กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการลงทุน สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศโดยรวม เนื่องจากกฎหมายปิโตรเลียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2514 ซึ่งนานกว่า 50 ปีมาแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจปิโตรเลียมนั้นจะมีความสำคัญต่อการต่ออายุแหล่งปิโตรเลียมในประเทศที่ใกล้จะหมดอายุ เช่น แหล่งน้ำมันสิริกิติ์ (S1) ที่จะหมดอายุปี 2574 และแหล่งก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม ที่จะหมดอายุปี 2572 ซึ่งทั้งสองแหล่งดังกล่าวเคยต่ออายุสัญญาจนครบตามกรอบที่กฎหมายเดิมกำหนดไว้แล้ว ดังนั้น จะต้องหาแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไรเพื่อไม่ให้การผลิตปิโตรเลียมจากทั้งสองแหล่งหยุดชะงักลงเหมือนเช่นแหล่งเอราวัณและบงกช ที่สิ้นสุดอายุลงไป จึงต้องเตรียมหาแนวทางรองรับไว้ โดยคาดว่าจะต้องีความชัดเจนในเรื่องนี้ภายในปี 2570

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมอยู่ประมาณ 8-9 ปี แต่หากสามารถผลักดันให้เกิดการสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ ทั้งรอบที่ 25 และ 26 เกิดขึ้นได้ตามแผนก็มั่นใจว่าจะช่วยยืดอายุสำรองปิโตรเลียมออกไปได้อีกเป็น 10 ปี