![]()
การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) นอกจากมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการท่าเรือหลักของประเทศ 5 แห่ง (กรุงเทพฯ, แหลมฉบัง, ระนอง, เชียงแสน, เชียงของ) เพื่อส่งเสริมโลจิสติกส์ การค้าชายแดนและอาเซียน สนับสนุนการท่องเที่ยว (ท่าเรือกรุงเทพ) และเป็นกลไกสำคัญในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศแล้ว ยังเดินหน้าดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดสีเขียวอีกด้วย

นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า การท่าเรือฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานท่าเรือชั้นนำระดับโลก โดยบูรณาการมิติด้านเศรษฐกิจเข้ากับการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการดูแลคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ ผ่านยุทธศาสตร์สมดุล 3 มิติ (เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม) ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของ กทท. ดำเนินการภายใต้กลไกความร่วมมือแบบ “จตุรภาคี” จาก 4 ส่วนหลักทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน และสถาบันวิจัย โดยภาครัฐ คือ กทท. ในฐานะผู้กำหนดนโยบายและวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ภาคเอกชน เช่น ผู้ประกอบการเดินเรือและตัวแทนขนส่งสินค้าที่เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสู่ระบบโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ ชุมชนโดยรอบ
กทท. ที่ทำหน้าที่เป็นภาคประชาสังคมในการร่วมเฝ้าระวังและฟื้นฟูระบบนิเวศผ่านโครงการพื้นที่สีเขียว โดยมีฝ่ายกลยุทธ์องค์กร กทท. ร่วมกับสถาบันด้านการขนส่งทางน้ำและโลจิสติกส์ (MLI) เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้และนวัตกรรมร่วมกับบุคลากรภายในองค์กร ซึ่งสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการเพื่อแก้ปัญหาเชิงเทคนิค ความร่วมมือดังกล่าวถูกยึดโยงด้วยกรอบแนวคิด BCG Model อันประกอบด้วยการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจชีวภาพเพื่อรักษาสมดุลทาง ธรรมชาติ การนำเศรษฐกิจ 3 หมุนเวียนมาบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และการใช้เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับตัวชี้วัดความสำเร็จตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ในระดับสากล



การดำเนินงานดังกล่าวส่งผลให้ กทท. ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล และองค์กรเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ อาทิ รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประจำปี 2568 ด้านการพัฒนาองค์กรรวมถึงความสำเร็จด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรางวัล Climate Action Leading Organization (CALO) ระดับดีเด่น, Green Port Awards System (GPAS) และ EIA Monitoring Awards 2024 ตลอดจนการดำเนินโครงการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone: LEZ) ที่ช่วยลดผลกระทบทางอากาศต่อพื้นที่ชุมชนโดยรอบ เพื่อให้ กทท. และเมืองหลวงเติบโตเคียงคู่กันไปในฐานะท่าเรือที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
นายเกรียงไกร กล่าวว่า จากรายงานผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมประจำปี 2568 ระบุว่า กทท. สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานในขอบเขตที่ 1 และ 2 ได้ 6.77% หรือ 3,958 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Ton CO₂eq) เมื่อเทียบกับกรณีฐาน (Business As Usual) โดยการประเมินดำเนินการตามหลักการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 ครอบคลุมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจากการใช้เชื้อเพลิงของเครื่องมือและยานพาหนะ และการปล่อยทางอ้อมจากการใช้ พลังงานไฟฟ้าในสำนักงาน ระบบเครน และโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์

ทั้งนี้ในปีเดียวกัน กทท. มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 54,469 Ton CO₂eq ลดลงจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลมาการขับเคลื่อนโครงการด้าน Decarbonization ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลในการผลักดันกรอบกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแนวคิดการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตในเขตเมือง เพื่อก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในระยะยาวผ่านการกำหนดนโยบาย 2D ซึ่งประกอบด้วย Digitalization และ Decarbonization เพื่อก้าวสู่การเป็น Net Zero Port ภายใต้แผนแม่บทการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม กทท. ตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กรจากกรณีฐาน 20% ภายในปี 2580 และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2593
ในระยะต่อไป กทท. จะยังคงดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่การพัฒนาเมืองและชุมชนรอบท่าเรือ โดยเฉพาะพื้นที่บางกระเจ้า ผ่านความร่วมมือกับชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ และการสนับสนุนกิจกรรมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนเมืองได้อย่างสมดุล