การบินไทย สร้างเครือข่ายการบินเชิงรุก ภายใต้ยุทธศาสตร์ Silk Hub

Loading

บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI กลับมาในทิศทางของการเติบโตอีกครั้งหลังออกจากแผนฟื้นฟู และเพื่อเป็นการสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หัวใจสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการสนับสนุนการเติบโต คือ การเสริมฝูงบิน โดยในปีนี้การบินไทยฯ ทยอยรับเครื่องบิน Airbus A321neo จำนวน 16 เครื่องบิน Boeing 787–800 จำนวน 10 ลำ และ Boeing 787-9 อีกจำนวน 4 ลำ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฝูงบิน รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน โดยในปี 2569 การบินไทยจะดำเนินธุรกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ Silk Hub 

นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ (DN) กล่าวว่า ในปี 2569 การบินไทยในโอกาสก้าวเข้าสู่ปีที่ 66 นั้นได้มุ่งเป้าเป็นสายการบินที่ให้บริการเต็มรูปแบบระดับพรีเมียม “High Quality Full Service Carrier” ที่เชื่อมโยงประเทศไทยสู่โลกด้วยอัตลักษณ์ความเป็นไทย ควบคู่กับการทำกำไรและรายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจะ “เลือกโต ไม่เร่งโต” มุ่งเน้นรายได้ที่มีคุณภาพเป็นสำคัญ

ทั้งนี้การขับเคลื่อนให้เติบโตนั้นการบินไทยได้ดำเนินการปรับโครงสร้างเครือข่ายการบินเชิงรุกภายใต้ ยุทธศาสตร์ “Silk Hub” โดยมีอาเซียนเป็นฐาน (Base)เชื่อมโยงกับโครงข่ายการบินทั่วโลก โดยใช้ประเทศจีนและอินเดียเป็นแกนหลัก (Pillars) ในการสร้างปริมาณการขนส่ง และเส้นทางพิสัยไกล (Long Haul) อย่างยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จะเป็นเส้นทางที่สร้างมูลค่า(Value Creator)

สำหรับเส้นทางบินไปยังอินเดียและจีนนั้นการบินไทยจะเพิ่มความถี่เที่ยวบินโดยเส้นทางบินอินเดียจาก 77 เที่ยวบินเป็น 91 เที่ยวบิน จีนจาก 42 เที่ยวบินเป็น 81 เที่ยวบิน ซึ่งจะทยอยเริ่มช่วงตารางบินฤดูร้อน (Summer Schedule) โดยจะนำเครื่องบิน Airbus A321neo ที่จะทยอยรับมอบในปีนี้จำนวน 16 ลำ ใช้บินเส้นบินระยะใกล้ ระยะกลาง เช่น อาเซียน จีน อินเดีย เป็นต้น

ส่วนในเส้นทางบินยุโรปเตรียมกลับมาทำการบินเส้นทาง อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) ประเทศเนเธอร์แลนด์เริ่ม1 กรกฎาคม 2569 เนื่องจากเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญเพราะเป็นเมืองท่าของยุโรปและเป็น Hub ของ Cargo ที่แข็งแกร่ง โดยจะทำการบินแบบ Daily Service (7 เที่ยวบิน/สัปดาห์) ซึ่งอัมสเตอร์ดัมจะเป็นเส้นทางบินเส้นทางพิสัยไกล (Long Haul) จะช่วยเพิ่มเน็ตเวิร์คแวลู่ให้กับการบินไทยได้อย่างแข็งแรง

“สนามบินอัมสเตอร์ดัม มีความหนาแน่นของตารางบิน (Slot) โดยการบินไทยจะทำการบินออกจากสนามบินสุวรรณภูมิในเวลา 04.00 น. ซึ่งในช่วงเวลานี้อาจจะดูไม่ค่อยมีสายการบินใดอยากบิน แต่เมื่อเข้าไปดูที่สนามบินสุวรรณภูมิก็มีหลายสายการบินที่บินช่วงเวลานี้ ดังนั้นการกลับไปทำการบินไปยังอัมสเตอร์ดัมก็ต้องเข้าไปก่อนแล้วค่อยต่อรองเวลาบินใหม่ในอนาคต ซึ่งการกลับมาทำการบินเส้นทาง กรุงเทพฯ – อัมสเตอร์ดัมในเดือนกรกฎาคมนี้จะเป็นการกลับมาบินใหม่หลังจากหยุดบินไปนานกว่า 30-40 ปี”

นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า นอกจากกลับไปบินอัมสเตอร์ดัมแล้วการบินไทยยังเตรียมกลับไปบินเส้นทางโอ๊คแลนด์ (Auckland) ประเทศนิวซีแลนด์ ในไตรมาส 4/2569 นอกจากนี้ยังเตรียมเพิ่มความถี่เที่ยวบินในยุโรป อาทิเช่น การเพิ่มความถี่เที่ยวบินไปยังปารีส ประเทศฝรั่งเศส และมิวนิก ประเทศเยอรมนี ซึ่งจะเป็นการเพิ่มออปชัน (Options) ให้นักเดินทาง เนื่องจากทั้ง 2 เมือง (ปารีส มิวนิก) เป็นเมืองที่มีนักธุรกิจเดินทางเยอะและจะช่วยสร้างเน็ตเวิร์คแวลู่ให้กับการบินไทยได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกันเพื่อเสริมแกร่งฝูงบินทำการบินเส้นทางพิสัยไกล การบินไทยเตรียมรับมอบเครื่องบินลำตัวกว้าง (Wide-body) รุ่น Boeing 787–800 จำนวน 10 ลำ และ Boeing 787-9 อีกจำนวน 4 ลำ โดยจะเริ่มทยอยเข้ามาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อมารองรับเส้นทางบินยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า การปรับสมดุลฝูงบินแม้จะมีการนำเครื่องลำตัวกว้างออกไป 6 ลำ แต่เครื่องใหม่ที่จะเข้ามาทดแทนและเสริมทัพจะทำให้มีเครื่องบินลำตัวกว้างสุทธิเพิ่มขึ้น 8 ลำ และเครื่องลำตัวแคบ 16 ลำ ซึ่งจะส่งผลให้ภายในปี 2569 การบินไทยจะมีฝูงบินทั้งหมดประมาณ 101-102 ลำ เป็นจำนวนที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด-19 และจะส่งผลให้ Capacity ภาพรวมทั้งปี 2569 โตขึ้นราว 5-6%

ส่วนเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 นั้นคาดว่าภาพรวมผู้โดยสารและรายได้จะเติบโต 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคาดว่าอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) ในปี 2569 จะเฉลี่ยในระดับ 79-80%  ขณะที่ในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาเฉลี่ยประมาณ 80% ส่วนช่วงเทศกาลตรุษจีนคาดว่าเฉลี่ยในระดับ 70-75% โดยเส้นทางบินจีนอาจดีดตัวสูงถึง 80%