![]()
“ขนส่ง” รับมือน้ำมันพุ่ง คุมราคาค่าขนส่ง-เล็งปรับค่าโดยสารแบบขั้นบันไดเริ่ม 5 สต. ต่อ กิโลเมตร พร้อมควักเงินกองทุนกปถ.ชดเชยผู้ประกอบการรถโดยสารสูงสุด3ล้านบาทต่อวัน ช่วยประชาชนเดินทางกลับบ้านสงกรานต์ราคาเดิม
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ขบ.ได้วางแนวทางการรับมือวิกฤตราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนภาคการขนส่ง โดยปัจจุบันรัฐบาลได้พยายามสนับสนุนค่าพลังงานผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเต็มที่ ล่าสุดอุ้มดีเซลอยู่ที่ประมาณ 16-17 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและผู้ประกอบการ
นายสรพงศ์ กล่าวว่า ยอมรับว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนสูงและไม่สามารถคาดการณ์จุดสิ้นสุดได้ชัดเจน ทำให้ เกิดการตัดสินใจระหว่างการ ลอยตัวตามกลไกตลาด หรือ พยุงราคา ดังนั้น ทางขบ. จึงต้องวางมาตรการรองรับเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน โดย เบื้องต้น ขบ.ได้เตรียมออกมาตรการราคา มาตรฐานควบคุม เพื่อป้องกันการปรับราคาขนส่งที่สูงเกินควรแบบอาศัยจังหวะน้ำมันแพง ซึ่งจะใช้สูตรคำนวณที่อ้างอิงตามค่า K (Escalation Factor) ของกรมทางหลวง เพื่อให้เป็นเกณฑ์มาตรฐานว่าหากน้ำมันขึ้น 10% ค่าขนส่งควรปรับขึ้นได้ในสัดส่วนเท่าไหร่ ไม่ใช่พอน้ำมันขึ้นเล็กน้อย แต่ไปปรับราคาถึง 30% เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และหากราคาน้ำมันปรับตัวลง ราคาขนส่งก็ต้องลงตามเกณฑ์มาตรฐานนี้เช่นกัน
นายสรพงศ์ กล่าวว่า ขณะที่รถโดยสารสาธารณะ อาทิ รถตู้ รถเมล์โดยสาร ทาง ขบ. ได้เตรียมข้อมูลเสนอต่อ คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขออนุญาตปรับขึ้นค่าโดยสาร เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่รอด โดยจะเป็นการปรับอัตราในลักษณะขั้นบันได ขยับขึ้น 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร หรือคิดเป็นระยะทาง 100 กิโลเมตร เพิ่มขึ้น 5 บาท, 200 กิโลเมตร เพิ่ม 10 บาท, และ 300 กิโลเมตร เพิ่ม 15 บาท ระยะทาง 400 กิโลเมตร ปรับขึ้น 20 บาทเป็นต้น เพื่อให้การปรับราคาเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและไม่กระทบต่อประชาชนมากเกินไป
นายสรพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ขบ. ร่วมกับ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) จะตรึงอัตราค่าโดยสารรถสาธารณะไว้ในระดับเดิมจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 สำหรับแนวทางการดำเนินการนั้น ขบ.จะนำเงินจาก กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เข้ามาชดเชยส่วนต่างราคาที่ควรจะขยับขึ้นให้แก่ผู้ประกอบการ ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำเงินกองทุนมาใช้ในลักษณะนี้ โดยมีวัตถุประสงค์แฝงเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนลดการใช้รถส่วนบุคคลและหันมาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะแทน ซึ่งจะช่วยลดจำนวนอุบัติเหตุบนท้องถนนได้โดยตรง
นายสรพงศ์ กล่าวว่า ทาง ขบ. ประเมินเบื้องต้นว่าส่วนต่างที่ต้องชดเชยจะอยู่ที่ประมาณ 20 บาทต่อที่นั่ง หากประเมินจากจำนวนผู้โดยสารในช่วงหนาแน่นที่สุด (Peak) ประมาณ 150,000 – 180,000 คนต่อวัน จะใช้เงินชดเชยสูงสุดเพียงวันละประมาณ 3 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนวันปกติที่คนเดินทางน้อยลง งบประมาณที่ใช้ก็จะลดลงตามลำดับ คาดว่าภาพรวมจะใช้เงินไม่มากนักแต่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและสามารถบริหารจัดการได้ภายในกรอบเงินกองทุนที่มีอยู่