![]()
ครม.เห็นชอบขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (CCS) ของประเทศไทย ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเสนอ พร้อมมอบ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการกำกับ ประสานงาน และดำเนินโครงการในระยะศึกษา และประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาบริเวณอ่าวไทยตอนบน

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกปี 2569 วันนี้ (6 ม.ค.2569) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ได้เห็นชอบการขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก จากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับและการกักเก็บคาร์บอน (CCS) ของประเทศ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเสนอ โดย CCS เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญเพื่อสนับสนุนประเทศไทยสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
โดยสาระสำคัญคือการมอบหมายหน่วยงานให้ทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพราะปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายหรือหน่วยงานกลางที่ดูแลเรื่อง CCS โดยตรง จึงต้องจัดโครงสร้างการประสานงานให้ชัดเจน
ประเด็นที่ 1 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานหลัก บูรณาการ และสนับสนุนปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบ นโยบาย รวมถึงมาตรการกลไกเพื่อผลักดันให้โครงการCCS เดินหน้าได้จริง
ประเด็นที่ 2 กระทรวงพลังงาน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะเจ้าของโครงการ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการกำกับ ประสานงาน และดำเนินโครงการในระยะศึกษา และประเมินศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นหินทางธรณีวิทยาบริเวณอ่าวไทยตอนบน
ประเด็นที่ 3 ให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวกตามความจำเป็น เช่น การนำผู้เชี่ยวชาญเข้าประเทศ การพิจารณายกเว้นอากรนำเข้า วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นเฉพาะ รวมถึงขั้นตอนและพิธีการต่างๆเพื่อให้การศึกษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ การศึกษานี้เป็นการวางรากฐานเพื่อพัฒนาแนวคิด Eastern Thailand CCS Hub ซึ่งจะช่วยรองรับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออก และยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต