![]()
ทช. เดินหน้าพัฒนาคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นำนวัตกรรม Warm Mix Asphalt มาใช้ในงานก่อสร้าง บำรุงรักษาทางทั่วประเทศ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) มีจุดมุ่งหมายในการก้าวสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืนควบคู่กับความเป็นมิตรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากกระบวนการผลิตและก่อสร้างถนน ซึ่งการใช้ส่วนผสมแอสฟัลต์คอนกรีตแบบเดิมต้องผลิตที่อุณหภูมิสูงประมาณ 160°C ส่งผลต่อการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง การปล่อยมลพิษ และก๊าซเรือนกระจกจำนวนมากเทคโนโลยีแอสฟัลต์ผสมอุ่นจึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยให้การผลิตและปูถนนทำได้ที่อุณหภูมิต่ำลงประมาณ 135°C ลดเชื้อเพลิง
พร้อมเพิ่มความปลอดภัยด้านสุขภาพให้กับผู้ปฏิบัติงาน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเดินหน้าพัฒนาคุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน ทช. จึงได้นำนวัตกรรมเทคโนโลยีแอสฟัลต์ผสมอุ่น (Warm Mix Asphalt หรือ WMA) มาทดลองใช้ในงานก่อสร้างและบำรุงรักษาถนนทั่วประเทศ เพื่อลดการใช้พลังงานและมลพิษ โดยเทคโนโลยีแอสฟัลต์ผสมอุ่น (WMA) เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ได้รับความสนใจในวงการวิศวกรรมงานทางในต่างประเทศเนื่องจากสามารถลดอุณหภูมิที่ใช้ในการผลิตและการปูผิวทางเมื่อเทียบกับแอสฟัลต์คอนกรีตชนิดผสมร้อน (Hot Mix Asphalt หรือ HMA) มาใช้ในงานก่อสร้างและบำรุงรักษาถนน
ปัจจุบัน ทช. ได้นำร่องโครงการบำรุงรักษาทางบนถนนทางหลวงชนบท สาย รย.4036 เฉลิมบูรพาชลทิต อำเภอนายายอาม, ท่าใหม่, แหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี รวมระยะทาง 1.540 กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนเลียบชายฝั่งทะเล และเป็นถนนการท่องเที่ยวที่มีปริมาณจราจร 3,212 คัน/วัน เพื่อเป็นการศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิภาพอย่างรอบด้านของ WMA กับแอสฟัลต์คอนกรีตชนิดผสมร้อน HMA ทั้งด้านกระบวนการผลิตคุณสมบัติทางกล และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยผลการศึกษาได้ยืนยันศักยภาพของ WMA ในฐานะเทคโนโลยีผิวทางที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ช่วยลดการใช้พลังงานและลดมลพิษได้เป็นอย่างดี


จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยี WMA สามารถลดอุณหภูมิการผลิตได้ประมาณ 25°C ช่วยลดการใช้พลังงานได้ถึง 30% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 30% เมื่อเทียบกับเทคโนโลยี HMA แบบเดิม จากการติดตามประเมินคุณสมบัติเชิงกลพบว่า WMA มีคุณสมบัติความต้านทานความล้า และการเสียรูปถาวร ที่ใกล้เคียงกับ HMA ส่งผลให้ถนนใช้งานได้เทียบเท่าถนนแบบดั้งเดิม ลดมลพิษและฝุ่นควันระหว่างการก่อสร้าง ช่วยยกระดับความเป็นอยู่ให้ประชาชนในพื้นที่ ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในงานก่อสร้าง ตลอดจนเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศด้านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังเป็นบทบาทสำคัญในการรักษาประสิทธิภาพของวัสดุให้เป็นไปตามมาตรฐานอีกด้วย