“นายกฯ” ลงนามงดส่งออกน้ำมัน-ทยอยเพิ่มสำรองผู้ค้าฯ

Loading

“นายกฯ” ลงนามคำสั่งฯ งดส่งออกน้ำมัน พร้อมทยอยเพิ่มสำรองน้ำมันทางกฎหมายของผู้ค้าฯ จาก 1 % เป็น 1.5% และ3% เสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ด้าน “ผู้ค้าน้ำมันเอกชน” หวั่นต้นทุนพุ่ง เกิดปัญหาขาดทุนจากการสต็อกน้ำมัน  

จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง และอาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย และล่าสุด กระทรวงพลังงาน ได้สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมัน เตรียมปรับเพิ่มสัดส่วนสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% เพื่อเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้น

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า วันนี้ (6 มี.ค.2569) นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในประกาศ 2 ฉบับ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน 2 ฉบับ ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนี้

ประกาศ ฉบับแรก ระงับการส่งออกน้ำมัน 4 ประเภท ได้แก่ กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ , ดีเซล,น้ำมันเครื่องบิน JET A1 และก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี ) ยกเว้น การส่งออกไปเมียนมาและ สปป.ลาว ,การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปในคลังสินค้าฑัณฑ์บน ที่เป็นการนำเข้าเพื่อส่งออก และน้ำมันที่ไม่ได้สเปกสำหรับการใช้ในประเทศ  ซึ่งก็จะทำให้ไทยมีน้ำมันเพื่อใช้ในประเทศเพิ่มมากขึ้น เพราะมีการส่งออกราว 20 ล้านลิตรต่อวัน ในจำนวนนี้เป็นการส่งออกไป สปป.ลาวประมาณ เกือบ 5 ล้านลิตรต่อวัน และส่งออกไป เมียนมา ไม่ถึง 1 ล้านลิตรต่อวัน

ส่วนประกาศ ฉบับที่ 2  เป็นการเพิ่มสำรองน้ำมันทางกฏหมาย ของผู้ค้าน้ำมันโดยทยอยเพิ่มสัดส่วนจากปัจจุบัน 1% หรือ 3.5 วัน เป็น1.5% ในวันที่ 31 มี.ค. และเพิ่มเป็น 3 % หรือ 10.5 วัน ในวันที่ 30 เม.ย. 2569 ซึ่งในส่วนนี้ แม้ว่าผู้ค้าอาจจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็นับว่าเพิ่มไม่มากนัก เพราะได้มีการงดการส่งออก และนำส่วนนี้มาสำรองเพิ่ม 

นอกจากนี้ ทาง กรมธุรกิจพลังงาน ได้ประชุมร่วมกับโรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันในการวางแผนร่วมมือกันป้องกันการขาดแคลนและลดปัญหาการกักตุนของผู้ใช้น้ำมันทั้งภาคประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งในส่วนของโรงกลั่นฯ จะไม่มีการเพิ่มสำรองน้ำมันทางกฏหมายจาก ปัจจุบันที่ 6% แต่อย่างใด และโรงกลั่นฯได้ยืนยันว่า ในขณะนี้ได้มีการดีลเจรจา ทยอยนำเข้าน้ำมันจากสหรัฐฯ แอฟริกาใต้ และมาเลเซีย มาทดแทนสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางที่มีสัดส่วนราว 50% ของกำลังกลั่น ซึ่งโรงกลั่น ระบุว่า สามารถทำได้ และทำให้ตัวเลขน้ำมันสำรองเพิ่มจาก 60 วัน เป็น 95 วัน 

นายรังสรรค์ พวงปราง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงินและความยั่งยืน บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ผู้ใช้บริการน้ำมัน สถานีบริการน้ำมัน PT ระบุว่า การเพิ่มสำรองน้ำมันจาก 1% เป็น 3% เท่ากับปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 3.5 วัน เป็น 11 วัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ถือเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ค้าน้ำมัน ดังนั้น บริษัทขอดูรายละเอียดด้านนโยบายของภาครัฐให้ชัดเจนในวิธีการปฏิบัติก่อน ว่าการปรับเพิ่มสัดส่วนการสำรองน้ำมันที่เพิ่มขึ้นนี้ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะหากต้องสำรองน้ำมันในช่วงที่ราคาตลาดโลกสูงขึ้นมาเก็บไว้ แล้วถึงเวลาจำหน่ายราคาน้ำมันตลาดโลกปรับลดลง จะทำให้เกิดปัญหาขาดทุนจากการสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

“เรื่องนี้ ทางผู้ค้าฯ ก็อยากคุยกับภาครัฐ เช่น กระทรวงพลังงกาน ให้ชัดเจนถึงวิธีการปฏิบัติ เพราะหากสถานการณ์ด้านราคามันเลวร้ายขึ้น เหมือนตอนสงครามรัฐเซีย-ยูเครน ที่ดันราคาดีเซล ทะลุ 35 บาทต่อลิตร ก็ยังมีเรื่องกลไกภาษีที่เข้ามาช่วย ก็คุยรายละเอียดให้ชัด”

ด้านนายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SUSCO ระบุว่า การปรับเพิ่มสำรองน้ำมัน มองว่า หากปรับเพิ่มเป็นระดับ 1.5% หรือเพิ่มขึ้นจาก 3.5 วัน เป็นประมาณ 5 วัน ยังพอดำเนินการได้ แต่การปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3% หรืออยู่ที่ 11 วันนั้น ถือเป็นภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาก และหากต้องไปจัดซื้อตอนราคาน้ำมันที่ 40 บาทต่อลิตร แต่ต้องมาขายท  30 บาทอต่อลิตร ก็จะเกิดปัญหาขาดทุนจากการสต็อกน้ำมัน (Stock Loss)

“ตอนนี้ ก็มีคุยกับผู้ค้าน้ำมันรายอื่นอยู่บ้าง ว่าแนวทางจะเป็นอย่างไร และเรื่องการเพิ่มสำรองน้ำมันนี้ ก็ยังต้องรอดูรายละเอียดจากภาครัฐให้ชัดเจนก่อน”

ทั้งนี้ ปัจจุบัน สถานีบริการน้ำมัน SUSCO มียอดขายอยู่ที่วันละ 1-2 ล้านลิตร โดย 60% ของยอดขายเป็นน้ำมันดีเซล