![]()
บขส. ขอชดเชย 70 ล้าน อุ้มเดินรถช่วงสงกรานต์ พร้อมเปิด 4 มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมฯ จากผลกระทบวิกฤตน้ำมันแพง

นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับผู้ประกอบการรถร่วมฯ ทั้งรถโดยสารขนาดใหญ่ และรถโดยสารขนาดเล็ก (มินิบัส) และ รถตู้ อาทิ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด บริษัท สมบัติทัวร์ จำกัด บริษัท เชิดชัยมอเตอร์เซลส์ จำกัด และ บริษัท บุษราคัม (1993) จำกัด เพื่อชี้แจงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมฯ จากผลกระทบราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมฯ ประมาณ 50 คน ที่อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 ว่า บขส. มีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมฯ ดังนี้
1.ตรึงราคาค่าโดยสาร กระทรวงคมนาคม ขอให้รถสาธารณะ (รถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ) ตรึงราคาค่าโดยสารในราคาเดิมไปก่อน ตั้งแต่วันที่ 6 – 19 เมษายน 2569 โดย กรมการขนส่งทางบก (ขบ.)จะนำเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) มาชดเชยส่วนต่างให้ ซึ่ง บขส. ประมาณการณ์ตัวเลขที่จะขอชดเชยอยู่ที่ 70 ล้านบาท หลังจากนั้นค่าโดยสารจะปรับขึ้นตามมติคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง
2. รถมินิบัส และรถตู้ เตรียมปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตราใหม่ 2 บาท ต่อ 100 กิโลเมตร ตามมติของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางกำหนด ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
3. บขส. ได้หารือกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพื่อจัดเตรียมสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง และการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้โดยเฉพาะในแนวเส้นทางที่รถโดยสาร บขส. และรถร่วมฯ วิ่งให้บริการ ตั้งแต่ต้นทางและปลายทาง
4. บขส. มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมรถร่วมฯ ตามการเดินรถจริง ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 เมษายน 2569 และ ในวันที่ 6 – 19 เมษายน 2569 รถร่วมฯ ที่มีเที่ยววิ่งเสริมจะชดเชยราคาเที่ยววิ่งปกติ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วมฯ สามารถให้เดินรถไปต่อได้และไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
ทั้งนี้ บขส. ร่วมกับผู้ประกอบการรถร่วมฯ พร้อมตรึงราคาค่าโดยสารรถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ จนถึงวันที่ 19 เมษายน 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้น และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ที่มีการเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวจำนวนมาก เพื่อให้ได้รับความสะดวก ปลอดภัย และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
นายอรรถวิท กล่าวอีกว่า หากราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงกว่าปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 44.24 บาท/ลิตร ทาง คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง บริษัท ขนส่ง จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีการประชุมหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าจะต้องมีการพิจารณาปรับค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
ด้าน นายชัยวัฒน์ วงศ์เบญจรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นครชัย 21 จำกัด กล่าวว่า ตนมองว่าการปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร 5 สตางค์ต่อกิโลเมตรเป็นราคาที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางคำนวณก่อนที่ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งราคานี้ไม่สะท้อนต้นทุนแล้ว แต่ก็ขอบคุณที่ทางภาครัฐพยายามหามาตรการเข้ามาช่วยสนับสนุนส่วนต่างด้านราคา และไม่เก็บค่าธรรมเนียมรถเสริมเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตนอยากเห็น คือการจัดทำแผนหรือมาตรการล่วงหน้า เพราะหากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปอีกทางหน่วยงานจะมีมาตรการรองรับอย่างไร หรือการคำนวณค่าโดยสารควรทำแบบขั้นบันไดหรือไม่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุน ณ ปัจจุบัน ยกตัวอย่าง น้ำมันลิตรละ 45 – 50 บาท เรทราคาค่าโดยสารต้องปรับขึ้นเฉลี่ย 7 สตางค์ต่อกิโลเมตร หากราคาพุ่งขึ้นไปอีกก็ควรปรับค่าโดยสารแบบขั้นบันได (ปล่อยลอยตัวค่าโดยสาร) ทั้งนี้ สิ่งที่ตนกังวลคือสภาพคล่องทางการเงินของผู้ประกอบการรถร่วม และราคาน้ำมันที่จะพุ่งขึ้นไปอีกอาจส่งผลถึงขั้นจะต้องหยุดวิ่งให้บริการ หรือลดเที่ยววิ่งลงก็ได้