![]()
ประเทศไทยประกาศเร่งเป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้เร็วขึ้น 15 ปี จากปี 2065 เป็นภายในปี 2050 ทำให้ พลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ถูกให้ ความสำคัญ แม้ว่าในปัจจุบันต้นทุนต่อหน่วยของการผลิตไฮโดรเจนยังสูงมาก และยังไม่ตอบโจทย์การแข่งขันในเชิงพาณิชย์ เมื่อเทียบกับพลังงานประเภทอื่นๆ แต่ในแง่ของงานวิจัยในระดับห้องทดลอง เพื่อผลิตไฮโดรเจนจากหลากหลายวิธีนั้น ทางศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. ยังคงเดินหน้าเพื่อพัฒนางานวิจัย สร้างองค์ความรู้ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับสังคม ให้ประเทศไทยสามารถวางแผนระบบพลังงานที่หลากหลายในการลดการปล่อยคาร์บอน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน

ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) เปิดเผยว่า ENTEC มีงานวิจัยเรื่องพลังงานไฮโดรเจน ในวิธีการต่างๆ คือ 1. การผลิตไบโอไฮโดรเจน ที่มาจากก๊าซชีวภาพ หรือ ไบโอแก๊ส (Biogas) โดยมีองค์ประกอบสำคัญ คือแก๊ส มีเทน (CH4) ที่มีคาร์บอนไดออกไซด์และกำมะถันปนอยู่ ซึ่งในงานวิจัยจะต้องแยกเอาคาร์บอนไดออกไซด์และกำมะถันไปเก็บไว้ เพื่อให้เหลือแค่แก๊สมีเทน แล้วเอามาป้อนเข้าเตาปฏิกรณ์แยกออกมาให้ได้เป็นไฮโดรเจน เรียกว่า “ไบโอไฮโดรเจน”


2. การแยกไฮโดรเจนจากน้ำ โดยเป็นงานวิจัยที่ทำการแยกน้ำ (H20) ด้วยไฟฟ้า เรียกว่า Electrolysis ซึ่งไฟฟ้าที่ใช้จะเป็นไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานสะอาด คือ โซลาร์เซลล์ หรือพลังงานลม ซึ่งไฮโดรเจนที่แยกออกมาได้ จะเก็บไว้ใน Cell ที่ผลิตมาจากเมมเบรนที่เป็นโพลิเมอร์เมมเบรน หรือ Proton Exchange Membrane Water Electrolyzer (PEMWE) และอีกวิธี คือ ใช้อัลคาไลน์แทนโพลิเมอร์เมมเบรน หรือ Alcaline Water Electrolyzer (AWE) โดยกระบวนการผลิตในการที่จะแยกน้ำด้วยไฟฟ้าสะอาดทั้ง 2 วิธี จะออกมาเป็นไฮโดรเจน ที่เรียกว่าไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ซึ่งการนำไฮโดรเจนไปใช้ประโยชน์ คือการใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรง โดยเติมในรถยนต์ เครื่องบินแทนน้ำมัน หรือเอาไปใช้ในโรงไฟฟ้า โดยผสมเข้ากับก๊าซธรรมชาติ เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ โดยยิ่งมีสัดส่วนการผสมมากเท่าไหร่ การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ก็ยิ่งลดปริมาณลง

ดร.สุมิตรา ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการวิจัยของ ENTEC พบว่าต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนแต่ละประเภท ขึ้นอยู่กับพลังงานที่ใช้ ถ้าเป็นไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen) ซึ่งผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ต้นทุนประมาณ 1 – 2 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue Hydrogen) ต้นทุนอยู่ที่ 1.5 – 3.5 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม และไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ที่มาจากพลังงานสะอาด ต้นทุนจะสูงถึง 5 – 6 เหรียญสหรัฐต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาต้นทุนไฮโดรเจนที่ยังค่อนข้างสูงเป็นสาเหตุให้ยังไม่มีการนำไฮโดรเจนไปใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย

สำหรับ ENTEC นั้น ไฮโดรเจนที่ผลิตได้จากโครงการวิจัยจะถูกนำมาใช้งานจริง ในชุดอุปกรณ์ที่เรียกว่าเซลล์เชื้อเพลิงหรือ Fuel Cell ในรถยนต์ เป็นรถยนต์พลังงานไฮโดรเจน และส่วนหนึ่งจะถูกใช้ในรูปของพลังงานไฟฟ้า ซึ่งปลายปีนี้จะมีการเปิดศูนย์สาธิตไฮโดรเจนอย่างครบวงจร ที่เรียกว่า Hydrogen Harmony โดยจะสาธิตตั้งแต่เรื่องของการผลิตไฮโดรเจน การนำเอาไฮโดรเจนไปใช้ประโยชน์ ทั้งในเซลล์เชื้อเพลิงหรือ Fuel Cell และการกักเก็บด้วยวิธีอื่นๆ

ที่ผ่านมาบทบาทของ ENTEC ถือเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรมไฮโดรเจนของไทย(Green/Blue Hydrogen) และการใช้ประโยชน์ของไฮโดรเจนในอุตสาหกรรม โดยมีความร่วมมือในระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีกับกลุ่มอาเซียน ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี ในการทำ work shop แลกเปลี่ยนความรู้ด้านโครงสร้างพื้นฐานไฮโดรเจน เพื่อเป็นก้าวสำคัญสู่การวางรากฐาน Hydrogen ASEAN Framework ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน เสริมสร้างศักยภาพบุคลากร และกำหนดทิศทางนโยบายร่วมระหว่างประเทศสมาชิกและพันธมิตร
แม้ว่าต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนจะยังอยู่ในระดับสูง แต่เมื่อ เป้าหมาย Net Zero ของประเทศถูกเร่งเร็วขึ้นมาเป็นปี 2050 ไฮโดรเจนจึงเป็นหนึ่งในโอกาสการสร้างระบบพลังงานที่หลากหลาย ลดการปล่อยคาร์บอน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ ไม่ใช่พลังงานแห่งอนาคตไกลตัวเราอีกต่อไป
