![]()
บอร์ด รฟท. ไฟเขียวสั่งจ้างกิจการร่วมค้า ยูที สร้างสายสีแดง ส่วนต่อขยายช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา และช่วงรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มูลค่ารวม 20,777 ล้าน ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี เปิดให้บริการปี 72
เมื่อวันที่ 29 ม.ค. นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรฟท. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด) รฟท.ครั้งที่ 2/2569 ว่า ที่ประชุมมีมติอนุมัติสั่งจ้างก่อสร้างโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช – ตลิ่งชัน – ศาลายา และสถานีเพิ่มเติม 3 สถานี (สถานีสะพานพระราม 6 สถานีบางกรวย – กฟผ. และสถานีบ้านฉิมพลี) วงเงินค่าจ้างรวม 14,720 ล้านบาท และ โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต -มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วงเงินค่าจ้างรวม 6,057 ล้านบาท
สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงอ่อน ช่วงศิริราช – ตลิ่งชัน – ศาลายา และสถานีเพิ่มเติม 3 สถานี (สถานีสะพานพระราม 6 สถานีบางกรวย – กฟผ. และสถานีบ้านฉิมพลี) ระยะทาง 20.50 กม. โครงสร้างทางเป็นทางระดับดิน 13.83 กม. ทางยกระดับ 6.67 กม. มีสถานีจำนวน 9 แห่ง ประกอบด้วย สถานีศิริราช บางขุนนนท์ ตลาดน้ำตลิ่งชัน สะพานพระราม 6 บางกรวย-กฟผ. บ้านฉิมพลี กาญจนาภิเษก ศาลาธรรมสพน์ และ ศาลายา พื้นที่ก่อสร้างด้านซ้ายทางรถไฟ ใช้ที่ดินรถไฟเป็นหลัก ไม่มี เวนคืนที่ดิน
โดยคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ได้ดำเนินการคัดเลือก ซึ่งมีบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณสมบัติ และด้านเทคนิคครบถ้วน ถูกต้อง ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารประกวดราคา และมีผู้เสนอราคาต่ำสุด คือ กิจการร่วมค้า ยูที (ประกอบด้วย 1.บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (Lead Firm) และ 2.บริษัท ทรัสตี้ คอนสตรัคชั่น จำกัด)ได้เสนอราคา 14,720 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง 9.7 ล้านบาท โดยราคากลางกำหนดไว้จำนวน 14,729.70 ล้านบาท ที่ประชุมจึงอนุมัติสั่งจ้างกิจการร่วมค้า ยูที ให้เป็นผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้าง
ส่วนโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระยะทาง 8.84 กม. โครงสร้างทางเป็นทางระดับดิน มีสถานี จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย สถานีคลองหนึ่ง ม.กรุงเทพ เชียงราก และ มธ.ศูนย์รังสิต พื้นที่ก่อสร้างด้านขวาทางรถไฟ ใช้ที่ดินรถไฟเป็นหลัก และมีพื้นที่เวนคืนบางส่วนประมาณ 14 ไร่ เพื่อใช้ก่อสร้างสถานีและถนนเข้าออกบริเวณสถานี โดยคณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ได้ดำเนินการคัดเลือก ซึ่งมีบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณสมบัติ และด้านเทคนิคครบถ้วน ถูกต้อง ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารประกวดราคา และมีผู้เสนอราคาต่ำสุด คือ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เสนอราคา 6,057 ล้านบาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง 7.96 ล้านบาท โดยราคากลางกำหนดไว้จำนวน 6,064.96 ล้านบาท ที่ประชุมจึงอนุมัติสั่งจ้างบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ให้เป็นผู้รับจ้างดำเนินการก่อสร้าง
นายอนันต์ กล่าวอีกว่า ขั้นตอนหลังจากนี้ รฟท.จะดำเนินการตรวจสอบร่างเอกสารสัญญาของทั้งสองโครงการ และเสนอเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคมและสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เพื่อตรวจสอบแหล่งเงินกู้และแผนการดำเนินงานการก่อสร้าง เมื่อครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว รฟท.จะทำการลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างกับผู้รับจ้าง คาดว่าจะเริ่มตอกเสาเข็มได้ภายในปี 69 และใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 36 เดือนหรือประมาณ 3 ปี น่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 72
ทั้งนี้โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง นอกจากจะเป็นการเดินทางที่สะดวก ประหยัด ปลอดภัยแล้ว ยังเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ลดการใช้พลังงานภายในประเทศ รวมถึงสามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังระบบขนส่งมวลชนสาธารณะอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น
นายอนันต์ กล่าวอีกว่า จากอุบัติเหตุเครนถล่มที่เคยเกิดขึ้นในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีด) ไทย-จีน) นั้น ที่ประชุมบอร์ดรฟท.ได้กำชับมาตรการที่เข้มงวดขึ้นในสัญญาจ้างใหม่ โดย 2 โครงการดังกล่าวจะเป็น 2สัญญาแรกที่จะกำหนดในสัญญาเกี่ยวกับประกันภัยบุคคลที่ 3 (Third Party Liability) ที่จะมีการระบุรายละเอียดการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นบุคคลภายนอก เช่น ผู้สัญจรใต้ทางยกระดับ ให้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่ระบุวงเงินรวมเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมถึงกรณีสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินตามมาตรฐาน พ.ร.บ. กรมการขนส่งทางราง โดยเรื่องนี้จะอยู่ในขั้นตอนที่ผู้รับจ้างต้องเสนอแผนประกันภัยให้รฟท.พิจารณา ส่วนมาตรฐานการก่อสร้างนั้นรฟท.มีมาตการอยู่แล้ว แค่คงต้องเข้มงวดเรื่องการควบคุมงาน และการปฏิบัติงาน รวมถึงมาตรการด้านวิศวกรรมที่สภาวิศวกร และ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.)ให้ความเห็นไว้ เช่น การเพิ่มการติดตั้งระบบตรวจสอบเซ็นเซอร์ต่างๆ ซึ่งเริ่มนำมางานกับโครงการก่อสร้างรถไฟไฮสปีดไทย-จีนแล้ว และจะนำใช้ในงานก่อสร้างโครงการรถไฟสายสีแดงทั้ง 2 โครงการด้วย
ต่อข้อถามว่าจะมีการระบุเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาไว้ในการลงนามครั้งนี้หรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า ตามมาตรฐานสัญญาภาครัฐจะกำหนดสิทธิ์พื้นฐานของการบอกเลิกสัญญาไว้ แต่หากผู้รับเหมาปล่อยให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจากการละเลยมาตรการความปลอดภัย หรือมีประเด็นความผิดพลาดทางวิศวกรรมที่ซ้ำซาก รฟท. มีสิทธิ์ในการพิจารณายกเลิกสัญญาหรือไม่ คงต้องหารืออัยการสูงสุดว่าสามารถทำได้หรือไม่
ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สาธารณะมาตรการป้องกันการลักลอบตัดสายไฟ: สำหรับสายสีแดงที่มีปัญหาการขโมยสายไฟ และโดนตัดสายดินนั้น บอร์ด รฟท.สั่งการให้ใช้รฟท.พิจารณารูปแบบการก่อสร้างที่ป้องกันการเข้าถึงได้ยากขึ้น และเพิ่มการตรวจตราในจุดเสี่ยงที่เป็นงานระดับดินด้วย