“บางจาก” เร่งจัดหาน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ – อเมริกาใต้ ทดแทนการจัดหาจากตะวันออกกลาง

Loading

“บางจาก” เร่งจัดหาน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ – อเมริกาใต้ ทดแทนการจัดหาจากตะวันออกกลาง รองรับการผลิตในเดือนมิถุนายนนี้ ยันนำเข้าน้ำมันดิบลำล่าสุดไม่ได้จ่ายเงินให้อิหร่านค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมยินดีให้ความร่วมมือกับรัฐบาลลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP กล่าวว่า กรณีนำเรือบรรทุกน้ำมันดิบของบางจากที่ขนส่งมาจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้นไม่ได้จ่ายเงินให้รัฐบาลอิหร่านตามที่เป็นข่าว แต่เป็นการประสานงานอย่างใกล้ชิดผ่านกระทรวงการต่างประเทศของไทย และสถานทูตอิหร่าน จึงทำให้เรือบรรทุกน้ำมันดิบของบางจากได้เดินทางถึงท่าเรือโรงกลั่นน้ำมัน บางจาก ศรีราชา อย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตามน้ำมันดิบที่บางจากนำเข้ามาล่าสุดประมาณ 700,000 บาร์เรลนั้นเป็นน้ำมันจากแหล่งประเทศอิรัก และคูเวต แม้จะไม่ได้จ่ายเงินให้กับรัฐบาลอิหร่านแต่บริษัทต้องแบกรับต้นทุนจากค่าเบี้ยประกันภัยสงคราม (War Risk Premium) ที่สูงขึ้นกว่าเดิมถึง 100 เท่า ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันดิบที่นำเข้ามาล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 140-150 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ทั้งนี้น้ำมันดิบที่บางจากจัดหามากล่าสุดนั้นทำให้บริษัทมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับการกลั่นในเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2569 ในส่วนของเดือนมิถุนายน 2569 บริษัท บีซีพีเทรดดิ้ง จำกัด (BCP Trading Pte. Ltd. – BCPT) ตั้งอยู่ในประเทศสิงคโปร์ เป็นบริษัทย่อยที่ถือหุ้น 100% โดยกลุ่มบริษัทบางจากก็อยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ เช่น แอฟริกาตะวันตก สหรัฐอเมริกา และอเมริกาใต้ (บราซิล, อาร์เจนตินา, โคลอมเบีย) เพราะต้องลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลาง (ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 15%ของการน้ำเข้าทั้งหมด)

สำหรับการขนส่งน้ำมันดิบจากแอฟริกาตะวันตก อเมริกาใต้ สหรัฐฯ ต้องใช้เวลาในการขนส่งนานกว่า 45-60 วัน ซึ่งอาจจะทำให้มีต้นทุนในการขนส่งที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันบางจากก็ต้องเตรียมความพร้อมของโรงกลั่นให้เหมาะสมกับแหล่งน้ำมันที่มีการจัดหาด้วย ขณะที่การเดินเครื่องโรงกลั่นของบริษัททั้ง 2 แห่งเดินเครื่องเกิน 100% ของกำลังการกลั่น หรือประมาณ 290,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ จากก่อนเกิดสงครามมีกำลังการกลั่นอยู่ราว 260,000 – 270,000 บาร์เรลต่อวัน  

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า วิกฤตการณ์ในครั้งนี้เป็นวิกฤตการณ์ที่ใหญ่มากเริ่มเห็นหลายประเทศในภูมิภาคนี้เริ่มมีการปันส่วนน้ำมัน (Oil Rationing) ซึ่งเคยเกิดกับประเทศไทยมาก่อนในปี 2516 ที่มีการปันส่วนน้ำมัน คือ มาตรการขั้นเด็ดขาดที่รัฐบาลใช้จำกัดโควตาการเติมน้ำมัน แต่ประเทศไทยในปัจจุบันมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นกลไกสำคัญที่ใช้ในการตรึงราคาน้ำมัน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าระบบพลังงานของไทยมีความแข็งแกร่งจากการวางโครงสร้างมานานกว่า 40-50 ปี และกลไกกองทุนน้ำมันมีบทบาทสำคัญในการช่วยซับแรงกระแทกจากความผันผวนของราคาโลกมาโดยตลอดทำให้ผู้บริโภคไทยยังได้ใช้ราคาที่ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน

นายชัยวัฒน์ กล่าวถึงกรณีที่ไม่ได้ไปร่วมประชุมกับคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) วันที่ 7 เมษายน 2569 ว่า ตนติดภาระกิจหลายอย่างที่ต้องเร่งดำเนินการ แต่ก็มีผู้แทนรอประสานงานอยู่ก่อนแล้ว ส่วนรัฐบาลให้อำนาจกบง.ปรับลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น โดยลดราคาน้ำมันดีเซล B7 และB20 จำนวน 2 บาทต่อลิตรนั้นบางจากก็พร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาล เพราะเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ใช้น้ำมัน แต่การใช้มาตรการนี้ควรใช้ดำเนินการเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤต