ปตท.สผ. โชว์ผลงานปี68 นำส่งรายได้ให้รัฐพัฒนาประเทศกว่า 49,800 ลบ.

Loading

ปตท.สผ. เผยผลการดำเนินงานปี 2568 นำส่งรายได้ให้รัฐเพื่อการพัฒนาประเทศกว่า 49,800 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าหมายปี 2569 เพิ่มปริมาณขายขึ้น 10%

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ จำนวนกว่า 49,800 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น นอกจากนี้ รัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) และจี 2/61 (G2/61) ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งเป็นรายได้ทางตรงจากการผลิตปิโตรเลียมที่รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ที่ผ่านมา ปตท.สผ. ได้ให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ภาคใต้ โดยมอบเงินสนับสนุนและเครื่องอุปโภคบริโภค รวม 100 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงที่เกิดสถานการณ์ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบอุทกภัยอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องในระยะฟื้นฟู โดยมุ่งเน้นด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษา ด้วยการร่วมสร้างอาคารใหม่ให้แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ฟื้นฟูสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้ง สนับสนุนโครงการ ซ่อม สร้าง สุข เพื่อส่งเสริมให้ทุกภารกิจ สามารถกลับมาให้บริการประชาชนได้อย่างเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพอีกครั้ง

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยจากผลการดำเนินงานในปี 2568 และสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้น ที่ 8.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิที่ร้อยละ 59 รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 34,737 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ในอัตรา 4.10 บาทต่อหุ้น ส่วนที่เหลืออีก 4.65 บาทต่อหุ้น จะจ่ายในวันที่ 22 เมษายน 2569 ภายหลังจากที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569  ซึ่งส่วนหนึ่งของเงินปันผลดังกล่าว จะถูกนำส่งให้กระทรวงการคลังผ่านการถือหุ้นในบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ปตท.สผ. เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศต่อไป

“ปี 2568 เป็นอีกปีหนึ่งที่ ปตท.สผ. ประสบความสำเร็จในการดำเนินภารกิจได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศ สำหรับปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะเริ่มการพัฒนาโครงการที่มีการค้นพบปิโตรเลียมแล้วในประเทศมาเลเซีย และเร่งพัฒนาโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ (Algeria Hassi Bir Rekaiz) ในระยะที่สอง โครงการสัมปทานกาชา(Ghasha Concession) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 (Mozambique Area 1) อีกด้วย โดยในปี 2569 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย (Averaged Sales Volume) ไว้ที่อัตรา 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณร้อยละ 10

อย่าไรก็ตาทในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทมีความคืบหน้าที่สำคัญในการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ โดยในด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ปตท.สผ. ได้เข้าถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 50 ในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ18 (MTJDA A18) ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานในพื้นที่ภาคใต้ของไทย นอกจากนี้  ได้เพิ่มปริมาณการขายก๊าซฯ ที่แหล่งอาทิตย์ โดยเพิ่มปริมาณการส่งก๊าซธรรมชาติ (DCQ) ตามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติส่วนเพิ่มจาก 280 เป็น 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพื่อตอบสนองความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ในขณะที่โครงการคอนแทร็ค 4 (Contract 4) หรือแปลงบี 12/27 (B12/27) ซึ่ง ปตท.สผ. เป็นผู้ถือสัดส่วนการลงทุนรายใหญ่ ได้รับการต่ออายุระยะเวลาการผลิตจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปอีก 10 ปี ตั้งแต่ปี 2571 จนถึงปี 2581 โดยโครงการดังกล่าวเป็นอีกแหล่งปิโตรเลียมที่มีความสำคัญต่อประเทศ สามารถผลิตก๊าซฯ ได้มากกว่าร้อยละ 13 ของการผลิตก๊าซฯ ภายในประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าซื้อสัดส่วนเพิ่มเติมในโครงการสินภูฮ่อม เป็นร้อยละ 90 ซึ่งก๊าซฯ จากโครงการสินภูฮ่อมมีความสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย 

ด้านการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาวนั้น ปตท.สผ. ได้ขยายการลงทุนเพิ่มเติมในประเทศแอลจีเรีย โดยได้ชนะการประมูลแปลงเร็กเกนเน่ ทู (Reggane II)  ซึ่งแปลงดังกล่าวมีการค้นพบแหล่งก๊าซฯ แล้ว และยังมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการสำรวจเพิ่มเติม สำหรับในประเทศมาเลเซีย ปตท.สผ. ได้ขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าร่วมลงทุนกับ TotalEnergies ในแปลงเอสเค408 (SK408) ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตและปริมาณสำรองปิโตรเลียมให้ ปตท.สผ. ทันที

ในปี 2568 ปตท.สผ. สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตการดำเนินงานของบริษัทฯ ได้มากกว่า 568,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยได้ดำเนินโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง เช่น การนำก๊าซส่วนเกินจากกระบวนการผลิตที่ต้องเผาทิ้งกลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทนอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ จากการดำเนินโครงการดังกล่าวพร้อมกับการบริหารจัดการอื่น ๆ ส่งผลให้ความเข้มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของบริษัท ลดลงร้อยละ 19.5 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 โดยในปี 2568 มีตัวอย่างโครงการสำคัญ เช่น การสร้างนวัตกรรมหัวเผาก๊าซทิ้งที่มีค่าความร้อนต่ำมาก การบริหารจัดการก๊าซมีเทน และการพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ที่แหล่งอาทิตย์

ด้านความก้าวหน้าของโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ ซึ่งเป็นโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศปี พ.ศ. 2564 – 2573 ปตท.สผ. ได้ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เพื่อเดินหน้าโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างทำแบบเพื่อการก่อสร้าง โดยมีเป้าหมายเริ่มการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2571 ซึ่งคาดว่าจะสามารถดักจับและอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี

สำหรับผลประกอบการในปี 2568 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 294,849 ล้านบาท (เทียบเท่า 8,970 ล้านดอลลาร์ สรอ.) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4  เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) ได้ที่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิตเต็มปี และความสำเร็จจากการเข้าลงทุนในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 (MTJDA A18) ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 43.82 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงประมาณร้อยละ 6 ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,830 ล้านดอลลาร์ สรอ.)