![]()
ผู้ถือหุ้น BPP มีมติอนุมัติการควบบริษัทกับ BANPU และการจำหน่ายสิทธิการลงทุนร้อยละ 25 ในกิจการร่วมค้า BKV-BPP Power LLC (BKV-BPP) เตรียมขับเคลื่อน ‘Power+’ ดำเนินธุรกิจไฟฟ้ากลุ่มบ้านปูเต็มรูปแบบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ผู้ผลิตพลังงานระดับสากล เผยผู้ถือหุ้นมีมติ “อนุมัติ” วาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ (1) การควบบริษัทระหว่างบริษัทฯ กับบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) (BANPU) และ (2) การจำหน่ายสิทธิการลงทุน (Membership Interests) ร้อยละ 25 ในกิจการร่วมค้า BKV-BPP Power LLC (BKV-BPP) ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Temple I & II ในสหรัฐฯ ให้แก่บริษัท BKV Corporation (BKV) ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569
โดยการควบบริษัทได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงจำนวน 2,870,013,816 คะแนน คิดเป็น 99.99% ของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมการประชุมและมีสิทธิออกเสียง ขณะที่การจำหน่ายสิทธิการลงทุนในกิจการร่วมค้าดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจำนวน 82,513,325 คะแนน คิดเป็น 99.87% ของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วม การประชุมและมีสิทธิออกเสียง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการเติบโตในอนาคต และความสามารถทางการแข่งขันของ กลุ่มบ้านปู
นายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BPP กล่าวว่า “การได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้นที่มีต่อทิศทางการเติบโตในอนาคตของบริษัทใหม่ เรามั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญนี้จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของโครงสร้างธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง สอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์ของกลุ่มบ้านปู รองรับการดำเนินธุรกิจที่สอดรับกับภูมิทัศน์พลังงานยุคใหม่ รวมถึงการสร้างคุณค่าเพิ่มให้ผู้ถือหุ้นภายหลังการควบบริษัทในระยะยาว”
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติให้บริษัท บ้านปู มินเนอรัล จำกัด (BMC) เป็นผู้รับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบบริษัทในราคา 11.50 บาทต่อหุ้น อ้างอิงตามราคาหุ้น BPP ที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยครั้งสุดท้าย (28 มกราคม 2569) ก่อนการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น โดยผู้ถือหุ้นที่คัดค้านมีสิทธิขายหุ้นให้แก่ผู้รับซื้อหุ้นภายใน 14 วันหลังจากวันที่ได้รับ คำเสนอขอซื้อหุ้นจากผู้รับซื้อหุ้น หากไม่ใช้สิทธินั้นในระยะเวลาที่กำหนด จะได้รับการจัดสรรหุ้นในบริษัทใหม่ต่อไปเมื่อการจดทะเบียนการควบบริษัทแล้วเสร็จ
ภายหลังการรับซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่คัดค้านการควบบริษัทแล้วเสร็จตามกระบวนการในไตรมาส 2/2569 จะมีการหยุดพักการซื้อขายหุ้นของ BPP และ BANPU เป็นระยะเวลาประมาณ 10 วัน เพื่อเตรียมการเกี่ยวกับการจัดสรรหุ้นและจัดการประชุมผู้ถือหุ้นร่วมของ BPP และ BANPU (Joint Shareholders’ Meeting) เพื่อพิจารณาวาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมการควบบริษัท หลังจากนั้นจะดำเนินการจัดตั้งบริษัทใหม่และนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในไตรมาส 3/2569 โดยผู้ถือหุ้น BPP จะได้รับการจัดสรรหุ้นในบริษัทใหม่ตามอัตราส่วนการแลกหุ้นสุดท้าย (Final Swap Ratio) ที่ 1 หุ้น BPP ต่อ 0.80208 หุ้นในบริษัทใหม่ โดยไม่ต้องดำเนินการใดเพิ่มเติม
กรณีการจำหน่ายสิทธิการลงทุนในกิจการร่วมค้า ธุรกรรมดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 โดยมีมูลค่าประมาณ 230.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (เทียบเท่า 7,162 ล้านบาท*) ซึ่งได้รับเงินสดจากการทำธุรกรรมจำนวนประมาณ 115.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (เทียบเท่า 3,580 ล้านบาท*) และได้รับหุ้นใน BKV จำนวน 5,315,390 หุ้น ในราคาหุ้นละ 21.66 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามปริมาณการซื้อขาย (Volume-Weighted Average Price: VWAP) ของหุ้นสามัญของ BKV ในช่วงระยะเวลา 20 วันทำการติดต่อกันจนถึงวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ทั้งนี้ BPP ยังคงถือหุ้นใน BKV-BPP ร้อยละ 25 เพื่อรักษาตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“การดำเนินธุรกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งในแผนกลยุทธ์ของกลุ่มบ้านปู เพื่อยกระดับ BPP สู่ผู้นำด้านธุรกิจไฟฟ้าครบวงจรขนาดใหญ่ ภายใต้ ‘Power+’ (กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจหลักของกลุ่มบ้านปูที่ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบครอบคลุมห่วงโซ่พลังงานอย่างครบวงจร และรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงานในอนาคต ขณะที่การจำหน่ายสิทธิการลงทุนใน BKV-BPP จะช่วยสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ในตลาดสหรัฐฯ และเปิดโอกาสสู่การลงทุนในโครงการใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายอิศรา กล่าวปิดท้าย