“พิพัฒน์” ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง 2 เหตุเครนถล่มให้จบใน 7 วัน ยกเลิก 2 สัญญา

Loading

“พิพัฒน์” ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง 2 เหตุเครนถล่มให้จบใน 7 วัน ก่อนยกเลิก 2 สัญญาก่อสร้างกับ ITD พร้อมสั่งยุติงานก่อสร้างทุกสัญญาที่มีการใช้อุปกรณ์ยกของหนัก เร่งบังคับใช้สมุดพกตัดแต้มผู้รับเหมาภายในปีนี้

เมื่อวันที่ 16 ม.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้ามาตรการความปลอดภัยด้านคมนาคมว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้กระทรวงคมนาคมยกเลิกสัญญาจ้างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD จำนวน 2 โครงการ จากกรณีเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฉสปีด)ไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา สัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด ตกทัพขบวนรถไฟ และกรณีโครงเหล็กติดตั้งสะพาน ร่วงหล่นในโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) M 82 ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว(ตอน 7) บริเวณกม.30 ถนนพระราม2 

โดยกระทรวงคมนาคมได้จัดตั้งคณะกรรมการสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบขึ้น 3 ชุด ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของโครงการก่อสร้าง เพื่อเร่งตรวจสอบสาเหตุ ข้อเท็จจริง ผู้รับผิดชอบ และกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ 2.คณะกรรมการติดตามยกระดับมาตรการความปลอดภัยระหว่างการก่อสร้าง และมาตรฐานการให้บริการขนส่งสาธารณะ” (คำสั่งที่ 121) ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ทำหน้าที่เป็น “กลไกกำกับมาตรฐานความปลอดภัยทั้งระบบ” ครอบคลุมทั้งช่วงก่อสร้างและช่วงเปิดให้บริการ 3) และ 3.คณะกรรมการติดตาม – เร่งรัด” การใช้กฎกระทรวงขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ (ฉบับที่ 2) และ “สมุดพกผู้รับจ้าง” ให้ใช้ได้จริงในการจัดซื้อจัดจ้าง (คำสั่งที่ 122) โดยมีนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธานทั้ง 3 ชุด

โดยคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจะต้องทำหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัตืตามมาตรฐานความปลอดภัยในงานก่อสร้าง วิเคราะห์ และสาเหตุของกรณีเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้น และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนและแนวทางการพิจารณาบทลงโทษตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และสรุปเรื่องส่งให้ตนในวันที่ 23 ม.ค.นี้

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา ประชาชนที่ได้รับผลกระทบนั้นได้เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเหมาะสม เบื้องต้นในส่วนของโครงการไฮสปีดนั้นการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะจ่ายเงินชดเชยกณีเสียชีวิตเป็นเงิน 340,000 บาท และจากบริษัทประกันภัย อีกรายละ 1 ล้านบาท ส่วนโครงการมอเตอร์เวย์ M 82 นั้น ทางกรมทางหลวง (ทล.) จะเร่งสรุปตัวเลขโดยเร็วที่สุด

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องของการยกเลิก 2 สัญญาดังกล่าวนั้น เรื่องนี้ได้มีการปรึกษาทางกฤษฎีกา และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี แล้วก็มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการยกเลิกสัญญา ขณะที่กรมบัญชีกลางก็รับทราบเรื่องแล้ว ซึ่งเรื่องนี้คงต้องศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกฎหมายและระเบียบปกครองสากลต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยสาธารณด้วยว่าจะเป็นเหตุให้นำไปสู่การยกเลิกสัญญาได้หรือไม่ด้วย เนื่องจากเกิดความสูญเสียและก่อให้เกิดความเดือดร้อนอย่างมาก และในระหว่างนี้ให้ทำการปิดพื้นที่ของทั้ง 2 โครงการ ไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไป เพื่อจะได้ทำการกู้สิ่งต่างๆที่ถล่มลงมาให้เรียบร้อย 

ทั้งนี้หากมีการยกเลิกสัญญาทางหน่วยงานเจ้าของโครงการอาจถูกฟ้องร้องได้ทางกระทรวงคมนาคมก็พร้อมที่จะสนับสนุนการสู้คดีอย่างเต็มที่ ขณะที่งานที่เหลือค้างอยู่ไม่มาก คือ โครงการไฮสปีด สัญญาที่ 3-4 เหลือแค่ 1-2% และมอเตอร์เวย์ M82 เหลือประมาณ 10-20% เท่านั้น ทางหน่วยงานคงต้องหาผู้รับจ้างรายใหม่เข้ามาดำเนินงานก่อสร้างแทน อาจใช้การจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจง เพื่อไม่ให้กระทบต่อความล่าช้า และให้งานเดินหน้าตามแผนได้  

ส่วนโครงการอื่นๆที่บริษัท อิตาเลียนไทยฯ ยังมีสัญญาอยู่กับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมจำนวน 14 สัญญานั้น กระทรวงคมนาคมจะส่งหนังสืออย่างเป้นทางการถึงบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ให้หยุดงานก่อสร้างทุกโครงการไว้ก่อน เพื่อให้หน่วยงานส่งผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม เข้าไปตรวจสอบเครื่องจักรและเครื่องมือต่าๆว่าเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งจะใช้เวลาในการตรวจสอบ 7-15 วัน หากไม่พบความผิดปกติก็ให้ดำเนินงานก่อสร้างต่อไปได้ 

สำหรับโครงการที่ไม่ใช่ของบริษัท อิตาเลียนไทยนั้น กระทรวงคมนาคมจะส่งผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนจากสภาวิศวกร และวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เข้าไปตรวจสอบทุกโครงการขนาดใหญ่ที่มีการใช้อุปกรณ์ยกของหนักหรือทำงานที่สูง (Lifting Gear) อาทิ เครน รอก สลิง (ลวดสลิง, สลิงผ้า) โซ่ยก ตะขอ อุปกรณ์ยกชั่วคราวทุกชนิดของทุกบริษัท โดยให้มีการหยุดงานก่อสร้างและตรวจสอบให้เสร็จไม่เกิน 15 วัน

ต่อข้อถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อความชื่อมั่นของประชาชนได้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยอมรับว่าหนักใจ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่ และร้ายแรง มีสูญเสียอย่างมาก ดังนั้นหลังจากนี้จะต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบความปลอดภัยให้มากขึ้น เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับมา

ด้านนายจิระพงศ์ กล่าวว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ 2 เหตุการณ์ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้รายละเอียด จากนั้นจะร่วมกับหน่วยงานด้านวิศวกรรมเพื่อลงไปตรวจสอบเหตุการณ์ในพื้นที่ ก่อนสรุปให้ได้ภายใน 7 วัน เพื่อให้หน่วยงานใช้เป็นหลักฐานแนบประกอบการนำไปสู่การยกเลิกสัญญาของทั้ง 2 โครงการ รวมถึงหาผู้กระทำผิดด้วย และจากนี้คณะกรรมการจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 20 ม.ค.นี้เพื่อให้ทราบสาเหตุในเบื้องต้น 

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม พบว่า ITD ยังมีสัญญากับหน่วยงานต่างๆ รวม 6 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมทางหลวง (ทล.), กรมทางหลวงชนบท (ทช.), กรมเจ้าท่า (จท.), การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) รวมจำนวน 14 สัญญา แบ่งเป็น โครงการที่ลงนามสัญญาไปแล้วและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 12 สัญญา ,โครงการที่อยู่ระหว่างการเตรียมลงนามในสัญญา จำนวน 2 สัญญา มูลค่ารวม 113,126.18 ล้านบาท ดังนี้

โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 12 สัญญา มูลค่ารวม 112,969.96 ล้านบาท ได้แก่ โครงการของ ทล. 1 สัญญา คือ โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 ตอน 7 วงเงิน 1,868.30 ล้านบาท,โครงการของ กทพ. 2 สัญญา คือ โครงการก่อสร้างทางพิเศษสาย พระราม 3 ดาวคะนองวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร สัญญาที่ 3 วงเงิน 7,359.30 ล้านบาท,โครงการทางพิเศษฉลองรัชส่วนต่อขยาย ช่วงจตุโชติ – ลำลูกกา วงเงิน 18,699.93 ล้านบาท, โครงการของ รฟท. 4 สัญญา คือ โครงการก่อสร้างรถไฟไทย-จีน สัญญา 3-1 ช่วง แก่งคอย – กลางดง และ ปางอโศก – บันได้ม้า วงเงิน 9,348 ล้านบาท, สัญญา 3-4 สีคิ้ว – กุดจิก วงเงิน 9,848 ล้านบาท, สัญญา 4-4 ศูนย์ซ่อมปารุงเชียงรากน้อย วงเงิน 6,573 ล้านบาท, โครงการรถไฟทางสายใหม่ สาย เด่นชัย – เชียงของ สัญญา 1 ช่วงเด่นชัย – งาว วงเงิน 26,560 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีโครงการของ รฟม. 3 สัญญา คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) สัญญาที่ 3 (ITD-NWR MRT Joint Venture) ช่วงผ่านฟ้า – สะพานพุทธ วงเงิน 15,109 ล้านบาท, สัญญาที่ 5 (ITD) ช่วงดาวคะนอง – ครใน และอาดารอดรถไฟฟ้า (Stabling Yard) และอาคารจอดแล้วจริง (Park & Ride) วงเงิน 13,094 ล้านบาท, 1สัญญาที่ 6 (ITD) งานออกแบบและก่อสร้างระบบรางตลอดแนวเส้นทางโครงการ วงเงิน 3,589 ล้านบาท, โครงการของ จท. 1 สัญญา คือ งานจ้างก่อสร้างเสริมทรายป้องกันการกัดเซาะบริเวณชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี ระยะ 1 ตอน 1 วงเงิน 249.54 ล้านบาท, โครงการของ ทอท. 1 สัญญา คือ งานจ้างก่อสร้างงามปรับปรุง Runway Strip, Runway End Safety Area (RESA) และทางขับขนานท่าอากาศยานภูเก็ต (ทภก.) วงเงิน 671.089 ล้านบาท และโครงการที่อยู่ระหว่างการเตรียมลงนามในสัญญา 2 สัญญา ซึ่งเป็นโครงการของ จท. มูลค่ารวม 156.22 ล้านบาท คือ 1.งานจ้างก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือบ้านหน้าทอน อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี 1 แห่ง วงเงิน 85 ล้านบาท และงานจ้างก่อสร้างปรับปรุงท่าเรือเกาะพีพี อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ 1 แห่ง วงเงิน 71.218 ล้านบาท