“พิพัฒน์” ลั่นหวนกลับนั่งเก้าอี้ รมว.คมนาคม สมัยหน้า หากภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล

Loading

“พิพัฒน์” ลั่นหวนกลับนั่งเก้าอี้ รมว.คมนาคม สมัยหน้า หากภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล ตั้งเป้าสานต่อนโยบายรถไฟฟ้าทุกสาย 40 บาทตลอดวัน ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทุกสายเป็นของรัฐเข้าครม.ได้ภายใน 3 เดือน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาการดำเนินนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวันในส่วนของรถไฟชานเมืองสายสีแดง และรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน – คลองบางไผ่ ที่ทำได้เลยนั้น เพราะรถไฟฟ้า ทั้ง 2 สายเป็นของรัฐ แต่ในส่วนของรถไฟฟ้าสายอื่นๆ ยอมรับว่าไม่ง่าย เพราะมีเอกชนหลายรายเป็นผู้รับสัมปทาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาวิธีซื้อคืนสัมปทานมาเป็นของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทั้งหมด และรฟมจะเป็นผู้ดำเนินการศูนย์บริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) เพื่อกำกับดูแลภาพระบบรถไฟฟ้าทุกสายให้มีเอกภาพทั้งนโยบายค่าโดยสาร และการเชื่อมต่อระบบตั๋วร่วม (Common Ticket) ลดความซ้ำซ้อนและภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน

โดยแนวทางการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสามารถทำได้ 2 วิธี คือ 1.การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) และนำเงินที่ได้ไปซื้อคืนรถไฟฟ้า และ 2.ให้สัมปทานเอกชนในเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้เอกชนนำสิทธิ์สัมปทานไปค้ำประกันการกู้เงินจากสถาบันการเงิน และจ่ายคืนหนี้ให้กับตัวเอง เบื้องต้นจะให้สัมปทานในการบริหารการเดินรถไม่เกิน 30 ปี รฟม.โดยเอกชนจะเป็นผู้จัดเก็บค่าโดยสารนำส่งรัฐ และรัฐจะจ่ายค่าจ้างเดินรถให้ พร้อมทยอยคืนค่าสัมปทานและดอกเบี้ย ซึ่งกระทรวงคมนาคมจะพยายามหาวิธีที่ทำให้ได้โดยไม่กระทบหนี้สาธารณะอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตามในการดำเนินงานนโยบายค่าโดยสารราคาเดียวนั้น ตนยังมีแนวคิดที่จะแบ่งเป็นโซนนิ่งเช่นเดียวกับในหลายประเทศที่มีบัตรโดยสาร One day Card และให้ใช้เป็นโซนๆเท่านั้น เพราะจะให้ใช้ค่าโดยสารราคาเดียวทั้งวันในทุกเส้นทางคงไม่ได้ ส่วนจะเป็นราคาเท่าไหร่ที่เหมาะสมทางรฟม.ต้องไป ทำการศึกษาให้รอบคอบ และมั่นใจว่าหากจัดเป็นโซนนิ่งรัฐไม่ต้องจ่ายชดเชยส่วนต่างด้วย และประชาชนก็จะได้ใช้ค่าโดยสารที่จะถูกลงกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน ทั้งนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังไปทำการบ้านร่วมกันในเรื่องของค่าโดยสารร่วม แต่เกิดการยุบสภาขึ้นก่อนจึงยังไม่แล้วเสร็จ

ทั้งนี้ตนคิดว่า รถไฟฟ้าเป็นกระดูกสันหลังของปลา และรถเมล์ที่เปรียบเสมือนก้างปลาทำหน้าที่เป็นระบบขนส่งเสริม (ฟีดเดอร์) สามารถไปรับผู้โดยสารตามซอกซอยต่างๆ มาเสียบให้กับรถไฟฟ้าได้ ดังนั้นในอนาคตหากรถเมล์มีความพร้อมก็สามารถใช้บัตรโดยสารร่วมขึ้นได้ทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้า โดยจะมอบหมายให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ไปดำเนินการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ใหม่ทั้งหมดด้วย ซึ่งในส่วนของรถเมล์นั้นขณะนี้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) อยู่ระหว่างดำเนินการเปิดประมูลจัดหารถโดยสารปรับอากาศพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน เพื่อนำมาทดแทนรถเมล์ร้อนที่ปัจจุบันเก็บค่าโดยสารในอัตรา 8 บาทตลอดสาย ซึ่งจากการศึกษาเบื้องต้นจะคิดค่าโดยสารรถ EV ใหม่ในอัตราประมาณ 13-15 บาท ซึ่งถูกกว่าราคารถเมล์ปรับอากาศเดิมที่เก็บค่าโดยสารในราคา 15-27 บาท แต่ในส่วนของประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่จ่ายค่าโดยสารรถเมล์ร้อนในราคา 8 บาท ก็ให้จ่ายเท่าเดิมหากมาขึ้นรถเมล์ EV ปรับอากาศที่เปลี่ยนใหม่ ส่วนต่างทางรัฐจะเป็นผู้อุดหนุนเติมใส่เข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้

“หากผมได้กลับมาเป็น รมว.คมนาคม อีกครั้ง มั่นใจว่าภายใน 3 เดือนแรกผมจะนำเรื่องค่าโดยสารร่วมรถไฟฟ้า+รถเมล์และหลักการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทุกสายเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ( ครม.) ให้ได้ เพราะถือเป็นนโยบายที่จะทำต่อเนื่องจากที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเตรียมนำเสนอครม.อนุมัติในหลักการดังกล่าวแล้วแต่เกิดการยุบสภาก่อนจึงไม่ทันนำเสนอ”นายพิพัฒน์ กล่าว

ต่อข่อถามว่า กรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนหลักที่จะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 เหตุใดจึงไม่รอให้หมดสัมปทานก่อนโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อคืน นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ไม่ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวก็ได้ แต่ประชาชนก็ต้องจ่ายค่าโดยสารในราคาปกติ และกระทรวงคมนาคมก็อาจจะโดนต่อว่าได้ว่าทำไมไม่ซื้อคืนเหลือเวลาแค่ไม่กี่ปี และยืนยันว่าหากตนกลับมาก็จะซื้อคืนแน่ แต่ในการซื้อคืนช่วงเวลาที่เหลือก็ต้องต่อรองราคาให้สมน้ำสมเนื้อกับรายได้ที่เอกชนควรได้รับ  ซึ่งสัมปทานที่เหลืออาจมีมูลค่าประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาทเราก็ซื้อในราคาเท่านั้นไม่ใช่ราคาที่เอกชนต้องการ โดยรัฐจะนำจำนวนผู้โดยสารที่เดินทางมาคำนวณเป็นราคาที่จะซื้อคืนไม่ใช่แบบหลับหูหลับตาซื้อ ต้องเจรจากันให้ชัดเจน