![]()
“พิพัฒน์” เปิดผลตรวจสอบข้อเท็จจริง 2 เหตุเครนถล่มไฮสปีดไทย-จีน- มอเตอร์เวย์ M82 ขอเวลา 30 วัน เคลียร์พื้นที่พระราม 2 ก่อน ยืนยันเดินหน้าเอาผิดถึงที่สุดไม่หาแพะรับบาปแน่นอน พร้อมจ่อสั่งปิดช่องจราจรหลัก 100% ช่วงก่อสร้าง ยกระดับความปลอดภัยสูงสุด ด้าน รฟท.จ่อชงบอร์ดชี้ขาดบอกเลิกสัญญา 29 ม.ค.นี้

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานแถลงสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง(ไฉสปีด)ไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา สัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด ตกทัพขบวนรถไฟ และกรณีโครงเหล็กติดตั้งสะพาน ร่วงหล่นในโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) M 82 ช่วงเอกชัย-บ้านแพ้ว(ตอน 7) บริเวณกม.30 ถนนพระราม2
โดยมีนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้ง 2 กรณี นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการ รฟท. และคณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วม
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตามที่ได้มอบหมายให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทั้ง 2 กรณี ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผลการดำเนินงานภายใน 7 วันนั้น พบว่า กรณีของไฮสปีดที่มีวัตถุตกลงมาทับขบวนรถไฟ เป็นชิ้นส่วนฐานรองรับด้านหน้าของเครน เกิดการเสียสมดุลระหว่างการเคลื่อนย้าย เกิดจากความผิดพลาดเรื่องข้อกำหนดในสัญญาที่ระบุให้แจ้งหยุดงานก่อสร้างเมื่อมีขบวนรถไฟวิ่งผ่าน แต่ผลการสอบข้อเท็จจริงไม่ปรากฎว่ามีการสื่อสารจากสถานีไปยังไซต์งานก่อสร้างให้หยุดงาน เพื่อให้ขบวนรถผ่านไปก่อนจึงทำงานต่อได้ ถือเป็นการละเลยมาตรการความปลอดภัย คงจะต้องดำเนินการยกเลิกสัญญา
อย่างไรก็ตามตนและปลัดกระทรวงคมนาคมไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้เพราะ รฟท.เป็นรัฐวิสาหกิจ ดังนั้นการตัดสินใจใดๆทั้งสิ้นเป็นอำนาจของคณะกรรมการ(บอร์ด) รฟท. ที่จะตัดสินใจว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นใครจะเป็นผู้บอกเลิกสัญญากับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) โดย รฟท.จะต้องหารือกับคณะอนุกรรมการฝ่ายกฎหมายก่อน จากนั้นจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมบอร์ด รฟท.พิจารณาในวันที่ 29 ม.ค.นี้
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนกรณีโครงเหล็กติดตั้งสะพาน ร่วงหล่นในโครงการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ M 82 นั้น จากผลสอบเบื้องต้นยังไม่พบสาเหตุความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพราะไม่มีการทำงานในเวลาเกิดเหตุ ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงที่ให้ทำงานเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้นจึงหยุดทำงานบนไซต์งานทั้งหมด ส่วนข้อผิดพลากจากอุปกรณ์การทำงานนั้นเป็นเรื่องเชิงเทคนิคคงต้องตรวจสอบอย่างละเอียดก่อนว่าเกิดข้อผิดพลาดจากส่วนไหน ซึ่งต้องให้ความยุติธรรมกับผู้รับเหมาด้วย แต่ตนก็ไม่ได้ปกป้องหรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมาต้องรอความจริงเท่านั้น
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยอมรับว่าประชาชนที่สัญจรผ่านถนนพระราม2 อาจมีความระแวงว่าจะเกิดเหตุถล่มลงมาอีก เรื่องนี้ทางวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้แนะนำให้ปิดการจราจร 100% ในพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ดังนั้นทล.จะประกาศปิดการจราจรในช่องทางหลัก 100% จนกว่าจะแก้ปัญหาแล้วเสร็จ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 60 วัน แต่ยังสามารถใช้ทางคู่ขนานได้ ซึ่งต้องขออภัยสำหรับผู้ที่ใช้เส้นดังล่าว รวมถึงให้ศึกษาเส้นทางเลี่ยงเพื่อลดความแออัดการจราจรในเส้นทางลงภาคใต้
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า กระทรวงคมนาคมจะยกระดับความเข้มข้นในการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย โดยการดำเนินการต่อผู้กระทำความผิด ทางคณะผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะเร่งวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึกตามหลัก นิติวิศวกรรม (Forensic Engineering) ให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน เพื่อชี้ชัดผู้กระทำความผิด ทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับบริหาร เพื่อดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด ทั้งทางแพ่งและอาญา โดยไม่มีข้อยกเว้น
นอกจากนี้ในการปฏิรูปมาตรฐานสัญญาและการกำกับดูแล โครงการก่อสร้าง ทางกระทรวงฯ จะดำเนินการ ทำระเบียบและข้อกำหนดในสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการใหม่นับจากนี้ ให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดให้มาตรการด้านความปลอดภัย เป็นเงื่อนไขสำคัญของสัญญาจ้างงาน หากผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตาม จะถือว่าทำผิดสัญญาและถูกยกเลิกสัญญาทันที
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากเหตุที่เกิดขึ้นขอยืนยันว่าทั้ง 2 โครงการไม่ว่าความผิดพลาดเกิดจากอะไนต้องมีผู้รับผิดชอบ และผู้รับผิด ไม่ว่าจะเกิดจากคนหรืออุปกรณ์ แต่สิ่งที่กังวลที่สุดคือเมื่อไม่มีทางออกสุดท้ายต้องหาแพะมาเชือด ไม่ทำเด็ดขาด ดังนั้นขอให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ชี้ขาดว่าเกิดจากอะไรเชื่อว่าจะไม่ใส่ความให้คนใดคนหนึ่งแน่นอน ส่วนการก่อสร้างต่อนั้นจะหารือกันโดยเร็วไม่ใช่ 3-5 ปียังไม่เสร็จ แต่ใน 60 วันนี้ขอเคลียร์สิ่งที่คาอยู่ให้จบก่อน

นายชยธรรม์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในระยะยาวนั้น กระทรวงคมนาคมไม่ได้ทำเมื่อเกิดเหตุแต่ได้พยายามมา 3 ปี แล้ว เกี่ยวกับเอกสารการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาระหว่างการก่อสร้าง แต่การนำมาตรการสมุดพกมาใช้ในการควบคุมผู้รับเหมา จัดชั้นผู้รับเหมา หรือลดชั้นผู้รับเหมา และการขึ้นบัญชีดำ(Blacklist) เป็นเรื่องของกรมบัญชีกลาง ล่าสุดออกกฎกระทรวงแล้ว เหลือรายละเอียดที่จะออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกระทรวงคมนาคมก็จะเร่งรัดให้เร็วที่สุด โดยได้ตั้งคณะกรรมการติดตามเร่งรัดสมุดพบผู้รับจ้าง ขึ้นเพื่อติดตามรายละเอียด คดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นเดือนนี้
ขณะเดียวกันเพื่อความปลอดภัยสาธารณะคือบทลงโทษสำหรับผู้รับจ้างที่มีคู่สัญญากับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในกรณีที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุและมีผู้เสียชีวิต จะกำหนดอัตราค่าปรับให้สูงขึ้นเพื่อไม่ต้องการให้เกิดขึ้นเพื่อให้ผู้รับจ้างให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสาธารณชน เนื่องจากงานก่อสร้างส่วนใหญ่ของกระทรวงคมนาคมอยู่ในพื้นที่เปิด มีการสัญจรตลอด จึงต้องมีมาตรการมากกว่าปกติ ดังนั้นจึงสั่งการให้ทล.ทำหนังสือหารือไปยังกรมบัญชีกลางว่าจะสามารถระบุบทลงโทษที่ชัดเจนใส่ไว้ในสัญญาที่ลงนามไปแล้วได้หรือไม่ หากทำได้จะดำเนินการทันที และจะใช้เป็นมาตรฐานในสัญญาอื่นๆที่จะลงนามในอนาคต เพื่อเสริมกับมาตรการสมุดพกในการตัดแต้มด้วย

นายจิระพงศ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลภาพถ่าย ขั้นตอนวิธีการทำงาน (Method Statement) และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่าวัตถุที่ตกลงมากระแทกกับรถไฟและหลงเหลืออยู่ด้านล่าง เป็นชิ้นส่วนของฐานรองรับด้านหน้าของเครน (Front Support) สอดคล้องกับสภาพบริเวณคานรองรับด้านบนที่มีร่องรอยการติดตั้ง Front Support ก่อนที่ชิ้นส่วนดังกล่าวจะร่วงหล่นลงมาด้านล่าง และที่บริเวณคานรองรับไม่มีสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ซึ่งทำหน้าที่ยึดอุปกรณ์ Front Support เข้ากับคานรองรับหลงเหลืออยู่ จึงสันนิษฐานได้ว่าสาเหตุเกิดจาก “การสูญเสียเสถียรภาพของฐานรองรับด้านหน้า (Front Support) ของเครนเอียงล้ม ซึ่งอาจเป็นผลมาจากสลักเกลียวกำลังสูง (PT-Bar) ที่ใช้ในการยึดฐานรองเครน (Tied-down) ขาด ขณะที่อยู่ระหว่างการเคลื่อนเครน (Launching) ส่งผลให้ Front Support ล้มเอนและตกลงมากระแทกขบวนรถไฟด้านล่าง ซึ่งระหว่างการทำงานของเครนดังกล่าว
ส่วนกรณี M82 การตรวจสอบพบว่าไม่ใช่อุบัติเหตุเฉพาะจุด แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างระบบที่ต้องแก้ไขในระดับโครงสร้างไม่ใช่เพียงซ่อมเฉพาะหน้าต้องรื้อถอนและจัดการใหม่ด้วยมาตรฐานวิศวกรรมขั้นสูง ซึ่งได้รวบรวมพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏ และตรวจพิสูจน์ทราบได้โดยประจักษ์ ประกอบด้วย ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจากองค์กรภายนอกที่เป็นกลาง ซึ่งลงพื้นที่ตรวจสอบในเบื้องต้น วัตถุพยาน (ภาพถ่าย,ภาพเคลื่อนไหว) เอกสารขั้นตอนวิธีการทำงาน และแบบแปลนก่อสร้าง พบว่า จุดเริ่มต้นของการวิบัติเกิดจากจุดรองรับด้านหน้า (Front Main Support) ของชุดคานยกเกิดการทรุดตัว ส่งผลให้โครงสร้างพังถล่มลงมา
โดยข้อสันนิษฐานเชิงวิศวกรรมถึงสาเหตุที่อาจส่งผลให้เกิดการทรุดตัว มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับระบบรองรับ (Support) และระบบยึดรั้งของเครน (Tie-down) รวมถึงความสามารถในการรับแรงของโครงสร้างคอนกรีตบริเวณจุดรองรับ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับแรงกระทำจริงที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดด้านพฤติกรรมโครงสร้าง กลไกการรับน้ำหนัก และลำดับการวิบัติ เพื่อสรุปสาเหตุที่แท้จริงอย่างเป็นระบบตามหลักวิศวกรรมโครงสร้าง ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จำต้องตรวจสอบเพิ่มเติมในส่วนของรายละเอียดรายการคำนวณ และขั้นตอนการติดตั้งของเครน (Launching Gantry Crane) การวิเคราะห์พฤติกรรมการเคลื่อนที่และการรับน้ำหนักเทียบกับแบบก่อสร้าง รวมถึงการตรวจสอบเอกสารการปฏิบัติงาน
นายอนันต์ กล่าวว่า รฟท.ได้เรียกผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานมาสอบปากคำ รวมถึงสอบสวนนายสถานีน้ำขุ่นและนายสถานีสีคิ้วแล้ว เบื้องต้นพบ2 สาเหตุ คือ 1.จากคนเกี่ยวกับการบริหารจัดการในการปิดการจราจร รวมถึงการทำงานของผู้รับจ้างที่ไม่มีกระบวนการปิดทางในระหว่างขบวนรถไฟวิ่งผ่าน ซึ่งกำหนดเป็นเงื่อนไขในสัญญาว่าการปิดทางเป็นหน้าที่ของผู้รับจ้างจะต้องประสานงานกับรฟท.ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 วัน
โดยมีขั้นตอนหลักการชัดเจนมีการลงนามรับรองเรียบร้อย แต่ขั้นตอนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเหตุการณ์ครั้งนี้ 2. จากอุปกรณ์ Launching Gantry Crane ที่เป็นเครื่องมือที่นำมาใช้สำหรับการก่อสร้าง ที่จำเป็นต้องส่งรายละเอียดแบบการก่อสร้าง การคำนวณ และการทดสอบต่างๆก่อนนำไปติดตั้ง รวมถึงเงื่อนไขการบำรุงรักษาที่ต้องมีเอกสารยืนยัน ซึ่งคณะกรรมการเหตุอันตรายได้สอบสวนและส่งเรื่องให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงคมนาคมแล้ว และจะมีการสรุปในชั้นของคณะกรรมการรายงานข้อเท็จจริงอีกครั้ง ทั้งนี้ในส่วนของเครนนั้นมีการตรวจสอบความพร้อมก่อนนำมาใช้งาน ซึ่งมีรอบการบำรุงรักษาประจำทุกปี
นายอนันต์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งหยุดงานก่อสร้างไฮสปีดและรถไฟทางคู่ทุกสัญญา เป็นเวลา 15 วัน เพื่อทำการตรวจสอบความปลอดภัยให้ครบถ้วนหากโครงการใดผ่านการตรวจสอบก็จะให้ทำงานต่อ ยกเว้นงานก่อสร้างไฮสปีดสัญญา3-4 ที่ต้องหยุดงานจนกว่าการสอบข้อเท็จจริงจะแล้วเสร็จ ซึ่งจากการประเมินพบว่าปัจจุบันงานเสร็จไปแล้ว99.5% ยังเหลือที่ต้องดำเนินงานสแปลนอีก 18 สแปลน รวมถึงทางรถไฟที่เหลืออีก 900 เมตร และขั้นตอนต่างๆ ทั้งทรัพย์สินที่ดำเนินการแล้ว การรับประกันผลงาน ซึ่งรฟท.ต้องประมวลและรายงานบอร์ด รฟท. และขอความเห็นของคณะอนุกรรมกฎหมายและสัญญารฟท. ตลอดจนต้องหารืออัยการสูงสุด เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยดำเนินการมาก่อน
ด้านนายปิยพงษ์ กล่าวว่า ทล.จะทำปิดการจราจร 100% บนพื้นที่ก่อสร้างถนนพระราม 2 ที่ใช้ LG ประมาณ 60 วัน เพื่อดำเนินการรื้อถอนสะพาน 2 ช่วงที่ได้รับความเสียหายรุนแรงจากการกระแทกของเครน และเร่งรื้อถอนนั่งร้านบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีนให้แล้วเสร็จ พร้อมทั้งตรวจทานแบบก่อสร้างและรายการคำนวณใหม่ทั้งหมด ที่สำคัญทล.ได้กำหนดมาตรการความปลอดภัยในการก่อสร้างใหม่ โดยยุติการดำเนินงานของผู้รับเหมารายเดิม ให้เปลี่ยนคนงานใหม่ยกชุด รวมถึงให้ใช้บริษัทผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลเข้ามาดำเนินการแทนส่วนที่เป็นเครน LG ต้องมีการติดตั้งระบบเซนเซอร์ตรวจวัดโครงสร้างแบบ Real-time ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเฝ้าระวังและลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ตลอดจนเชิญวสท. ส่งวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมงานอิสระ โดยให้อำนาจเต็มในการสั่งหยุดงานทันทีหากพบความเสี่ยง และเปิดเผยข้อมูลทางวิศวกรรมให้ประชาชนทราบ
อย่างไรก็ตามสำหรับแผนการเปิดให้บริการM82 นั้น จากเหตุการณ์ดังกล่าวประเมินว่าคงต้องขยับการเปิดให้บริการออกไปจากเดิมที่คาดว่าจะก่อสร้างเส้นทางหลักแล้วเสร็จในเดือน เม.ย. 69 และทางขึ้น-ลงจะเสร็จในเดือนม.ย.69.ทั้งนี้ ยืนยันว่าการสั่งหยุดงาน คือ มาตรการลงโทษรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากจะทำให้ผู้รับเหมา เหลือเวลาทำงานน้อยลงและไม่มีสิทธิ์ขอชดเชยเวลาเพิ่ม เพราะเป็นความผิดของผู้รับจ้างเอง