![]()
รฟท. รอร่างสัญญาแก้ไขไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินฉบับสุดท้ายจากอัยการสูงสุด คาดส่งให้ครม.ชุดใหม่ลงนามได้ในเดือนก.ค. 69 เริ่มสร้างส.ค. 69 เปิดบริการปี 75

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรฟท.เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3/2569 ได้รับทราบความคืบหน้าผลการเจรจาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา) โดยหลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรืออีอีซี ) รฟท. และ เอกชนคู่สัญญา คือ บจ.เอเชีย เอรา วัน (ซี.พี.) ได้หารือร่วมกัน เรื่องการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) กรณีปรับวิธีการจ่ายเงินค่าร่วมลงทุน เป็นแบบสร้างไปจ่ายไป และได้รับความเห็นจากสำนักงานอัยการสูงสุดได้ให้ความเห็นแล้ว ซึ่งรฟท. ได้จัดทำแนวทางการแก้ไขหลักการของโครงการและนำเสนอให้สกพอ. เพื่อเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่พิจารณาอนุมัติในหลักการ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับงบประมาณและกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ
นายอนันต์ กล่าวว่า ขณะที่ร่างสัญญาใหม่ทางอัยการสูงสุดให้ความเห็น 18 ข้อเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงประเด็นเดียวที่ รฟท.ต้องหารือเพิ่ม คือ เรื่องหลักประกันค่าร่วมลงทุนภาครัฐที่เป็นงานโยธาร่วมคืองานโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐร่วมลงทุน ที่เอกชนคู่สัญญาจะต้องวางเงินค้ำประกันงานก่อสร้างโยธาและงานระบบรวมมูลค่า 160,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหลักประกันค่างานก่อสร้างโยธาร่วม 120,000 ล้านบาท และหลักประกันค่างานระบบ 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหลักประกันเพิ่มจากสัญญาเดิม เพื่อรับประกันว่าเอกชนจะดำเนินโครงการก่อสร้างให้แล้วเสร็จและถอนคืนหมดทั้งก้อนได้ตามเงื่อนไขเดิมคือหลังจากก่อสร้างเสร็จและเปิดให้บริการรถไฟความเร็วสูงแล้วภายในระยะเวลาประมาณ 5 ปี
นอกจากนี้ยังมีการปรับเงื่อนไขการแบ่งชำระค่าสิทธิแอร์พอร์ตเรลลิงก์ มูลค่าประมาณ 10,671.09 ล้านบาท โดยให้เอกชนผ่อนชำระเป็น 7 งวด พร้อมดอกเบี้ยด้วย อย่างไรก็ตามหลักประกันดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับหลักประกันสัญญาหลักของโครงการที่มีอยู่เดิม 4,500 ล้านบาท
ทั้งนี้หลังจากได้ร่างสัญญาแก้ไขฉบับสุดท้ายจากอัยการสูงสุดแล้ว คาดว่าจะสามารถนำเสนอครม. ชุดใหม่ได้ช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2569 จากนั้นก็คาดว่าจะสามารถลงนามแก้ไขสัญญาฉบับใหม่ได้ในเดือนกรกฎาคม 2569 และน่าจะเริ่มออกหนังสือแจ้งเริ่มงาน (NTP) ได้ภายใน 30 วันประมาณเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อให้เริ่มงานก่อสร้างได้ทันที เบื้องต้น ประเมินว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2575
ต่อข้อถามว่า กรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญาดังกล่าว นายอนันต์ กล่าวว่า ทางรฟท.และสกพอ.ได้ไปให้ข้อมูลกับนายพิพัฒน์ ถึงเหตุผลความจำเป็นที่ต้องแก้ไขสัญญาแล้วว่า หากไม่แก้ไขไม่ใช่กระทบต่อโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินโครงการเดียว แต่ยังจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา การปรับปรุงก่อสร้างรันเวย์ที่ 2 สนามบินอู่ตะเภา และโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่มี ความสัมพันธ์กัน ถ้าสามารถแก้ไขสัญญาได้ปัญหาของโครงการก็จะหมดไปและเริ่มก่อสร้างได้ และโครงการอื่นก็จะไม่มีปัญหาซึ่งเรื่องนี้ต้องมองภาพรวมของทั้งอีอีซี
ส่วนกรณีที่หากมีการฟ้องร้องในเรื่องการแก้ไขสัญญานั้น นายอนันต์ กล่าวว่า หลักการแก้ไขสัญญานั้นหลังลงนามสัญญาแก้ไขแล้ว ในช่วงก่อนออก NTP ประมาณ 30 วัน ต้องส่งสัญญา ไปที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว ทั้ง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อเปิดเผยความโปร่งใส หากจำเป็นต้องปรับแก้ไขก็สามารถดำเนินการได้