![]()
รฟท. เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหตุเครนถล่มทับรถไฟอย่างดีที่สุด คาดสรุปแนวทางชดเชยได้ภายใน 1-2 วัน พร้อมรวบรวมความเสียหายทั้งหมดฟ้องดำเนินการคดีอาญา และแพ่งกับผู้รับจ้าง จ่อส่งเรื่องกรมบัญชีกลางขึ้นแบ็ลคลิสต์ผู้รับเหมา
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่าการรฟท. เปิดเผยว่า จาการเหตุการณ์เครนขนาดใหญ่ในโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ถล่มลงมาทับขบวนรถไฟ ขบวนด่วนพิเศษที่ 21 (สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์-อุบลราชธานี) บริเวณอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก รวมถึงเกิดความเสียหายค่อนข้างเยอะนั้น รฟท.รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่คาดฝัน ดังนั้นจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้ตนได้รายงานที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.เพื่อทราบแนวทางที่จะดำเนินการเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ทั้งสิ่งที่เกิดไปแล้ว และสิ่งที่ต้องเยียวยาให้ชัดเจนเร็วที่สุด รวมถึงแนวทางป้องกันและมาตรการต่างๆในอนาคต เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ


นายอนันต์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบเหตุเบื้องต้นพบว่าตัวโครงสร้างของโครงการฯ มีเส้นทางยกระดับด้วย ซึ่งอยู่ด้านข้างของทางรถไฟเดิมในระยะปลอดภัยประมาณ 4-5 เมตรในเขตทางที่มีอยู่ และมีจุดก่อสร้างที่สำคัญและยาก เช่น จุดที่เกิดเหตุเนื่องจากเป็นการเบี่ยงทางโค้งของรัศมีเส้นทางรถไฟทำให้ต้องคร่อมทางรถไฟเดิม โดยมีโครงสร้างยูเซกเมนต์ (U-segment) คร่อมทางรถไฟเดิมอยู่ประมาณ 6 ตัว โดยเซกเมนต์ที่ตกลงมาเป็นตัวที่ 2
ทั้งนี้ กรณีที่โครงการทำงานในทางเปิด คือ มีขบวนรถไฟให้บริการอยู่ตลอดตามแนวเส้นทางก่อสร้าง ทางโครงการฯ จำเป็นต้องจัดเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ทุกสถานีที่มีขบวนรถไฟวิ่งผ่าน และต้องมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ผู้ปฎิบัติงานประจำสถานีนั้นๆ ทราบ เพื่อให้หยุดการทำงานทั้งหมด ดังนั้นกรณีที่เกิดขึ้นต้องตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่ประจำจุดหรือไม่ และมีการแจ้งเตือนให้หยุดปฎิบัติงานเมื่อรถไฟวิ่งผ่านทุกครั้งหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่าทั้งผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานได้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยที่กำหนดไว้ครบถ้วนหรือยัง
คาด 1-2 วันสรุปแนวทางการชดเชย
นายอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนของการเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนั้นทางโครงการมีประกันภัยของผู้รับจ้างที่อยู่ในเงื่อนไขสัญญาอยู่แล้ว ทั้งผลงาน พนักงาน และบุคคลที่สาม รวมถึงผู้โดยสารและทรัพย์สิน ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการฯ โดยจะหารือกับบริษัทประกันภัย เพื่อสรุปแนวทางการชดเชย คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 1–2 วัน เบื้องต้นกรอบวงเงินประกันที่ทำไว้จะครอบคลุมทั้งหมด ทั้งความเสียหายของอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งของ รฟท.และผู้รับจ้าง รวมถึงในส่วนของผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินเยียวยาในส่วนของผู้รับบริการสาธารณะประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่ง รฟท.จะเจราจรให้ได้ค่าชดเชยที่เหมาะสมมากที่สุด
อย่างไรก็ตามในส่วนของความเสียหายนั้น ชัดเจนว่าในส่วนของ รฟท.มีความเสียหาย ทั้งขบวนรถดีเซลรางที่เสียหาย 2 คัน หากซื้อใหม่คันละประมาณกว่า 70 ล้าน แต่มีการหักค่าเสื่อมออกด้วยจึงประเมินค่าซ่อมไว้ที่ประมาณ 105 ล้านบาท และในส่วนของทางรถไฟที่ชำรุดเสียหายด้วย ซึ่ง รฟท.จะรวบรวมข้อมูลความเสียหายทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน และในการดำเนินการทางกฎหมายนั้น เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 รฟท.ได้มีการแจ้งความเอาผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับเหตุอันตรายที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต
นอกจากนี้รฟท.ต้องประเมินความเสียหายในเชิงแพ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเสียภาพลักษณ์ การเสียความมั่นใจกับประชาชน การเสียหายของรฟท. รวมถึงการที่รฟท.ต้องเยียวยาประชาชนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ที่อาจจะเกิดด้วยความบกพร่องหรือความประมาท ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการสอบสวนข้อเท็จจริง และขอให้มั่นใจในผลการสอบสวน เพราะมีการทำงานเข้มข้นถึง 2 ชั้น
ทั้งในส่วนที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมความปลอดภัยในการก่อสร้าง โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคมด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นประธาน และมีผู้แทนจากหน่วยงานอิสระด้านวิศวกรรม เช่น วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย สภาวิศวกร และหน่วยงานต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย ซึ่งจะมีการประชุมในช่วงบ่ายของวันที่ 15 มกราคมนี้ ขณะที่ในส่วนของรฟท.จะมีการประชุมคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อสรุปสาเหตุที่เกิดขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 15 วัน
ส่วนการรื้อย้ายซากอุบัติเหตุมีการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่เรียบร้อยแล้ว และยืนยันว่าไม่มีส่วนใดตกค้างอยู่ในขบวนรถแล้ว และอยู่ระหว่างรื้อถอนอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักกว่า 400 ตัน และต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำสองในการรื้อย้ายด้วย คาดว่าจะสามารถเปิดใช้เส้นทางได้ประมาณ 7 วัน และในระหว่างนี้ทางรฟท.ได้ปรับแผนการเดินรถอ้อมผ่านเส้นทางบัวใหญ่ เพื่อไม่ให้กระทบการเดินทางไปภาคอีสาน
นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของโครงการฯ เพราะในช่วงงานที่เกิดเหตุดำเนินการเสร็จแล้วประมาณ 99% แล้ว แต่รฟท.ก็คงต้องเร่งงานในส่วนของสัญญา 4-1 และสัญญา 4-5 ด้วย หลังจากนี้จะเร่งรัดงานก่อสร้างให้ดีที่สุด คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 4 ปี แบ่งเป็นการก่อสร้างประมาณ 3 ปี และเคลียร์แบบอีก 1 ปี น่าจะแล้วเสร็จในปี 2573
ต่อข้อถามว่าผู้รับเหมาโครงการดังกล่าวยังมีโครงการที่ต้องดำเนินงานกับรฟท.กี่สัญญา นายอนันต์ กล่าวว่า เวลานี้เหลือ 4 สัญญา คือ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่เส้นทางเด่นชัย-เชียงราย -เชียงของ 1 สัญญา และโครงการก่อสร้างไฮสปีดไทย-จีน 3 สัญญา ทั้งนี้หลังจากนี้ รฟท.คงต้องเพิ่มมาตรการความปลอดภัยกับทุกโครงการก่อสร้างให้เข้มงวดมากขึ้น เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด และเซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนตัวของโครงสร้าง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำ ไม่ได้จับตาเฉพาะโครงการของ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD เป็นผู้รับจ้างเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการพิจารณาขึ้นบัญชีดำ (แบ็ลคลิสต์) กับ ITD ในการเข้าร่วมประมูลงานของรฟท.ในอนาคตหรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า เรื่องนี้ทางรฟท.ต้องประมวลผลและรวบรวมข้อมูลก่อนว่าตามระเบียบและกฎหมายสามารถดำเนินการขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมากรณีเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้หรือไม่ และจะจัดทำรายงานเสนอไปยังกรมบัญชีกลางเพื่อพิจารณาต่อไป ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีให้ผู้ว่าการรฟท. พิจารณาตัวเองเพื่อรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น นายอนันต์ กล่าวว่า เวลานี้ตนจะทำงานให้เต็มที่ที่สุดก่อน และยืนยันว่าตนและเจ้าหน้าที่ รฟท.ทุกคน รู้สึกเสียใจและกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้อย่างมาก