![]()
วิกฤต! “ราคาน้ำมันแพง” ทำให้เกิดประเด็นคำถามซ้ำๆ “ทำไมราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย ถึงต้องไปอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ ?”

ดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย และอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน ได้รับเชิญมาพูดคุยเพื่อให้ความกระจ่ายในหลายข้อสงสัย ผ่านทางรายการ “ฟังหูไว้หู” ทาง MCOT 30 ที่ดำเนินรายการโดย อาจารย์วีระ ธีระภัทร และ คุณนุ่น ชุติมา พึ่งความสุข

โดยมีหลายประเด็นคำถาม จากการตั้งข้อสังเกตุของสังคมที่น่าสนใจ ซึ่ง ดร.คุรุจิต ได้ให้ความชัดเจนในประเด็นต่างๆ ดังนี้
1. ทำไมต้องอ้างอิงราคาสิงคโปร์?
–สิงคโปร์ เป็นศูนย์กลางการซื้อขายน้ำมัน (Trading Hub) ที่สำคัญ มีสภาพคล่องสูงที่สุดในภูมิภาค และราคาเคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดโลก
-เกณฑ์การแข่งขัน (Benchmark): สิงคโปร์เป็นแหล่งส่งออกที่ใหญ่และใกล้ไทยที่สุด การอ้างอิงราคานี้เป็นการบังคับให้โรงกลั่นไทยต้อง “แข่งขัน” กับราคาที่ถูกที่สุดในภูมิภาค หากตั้งราคาสูงเกินไป ผู้ค้าก็สามารถนำเข้าจากสิงคโปร์ได้ถูกกว่า
-ความมั่นคงทางพลังงาน: หากมีการควบคุมราคา (Cap) ต่ำเกินไปในระยะสั้น โรงกลั่นจะหันไปส่งออกแทน ซึ่งหากถูกห้ามส่งออก โรงกลั่นอาจหยุดการผลิตจนกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
– ราคาหน้าโรงกลั่นของไทย อ้างอิงราคาสิงคโปร์ ซึ่งไม่ใช่ราคาที่รัฐบาลสิงคโปร์ประกาศ แต่เป็นราคาจากแพลตฟอร์ม MOPS (Mean of Platts Singapore) โดยบริษัท S&P Global Plattst เป็นผู้รวบรวมข้อมูล
– สิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีโรงกลั่นน้ำมัน รวม 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่มีความต้องการใช้ใน สิงคโปร์ ไม่ถึง 2 แสนบาร์เรลต่อวัน จึงมีน้ำมันเหลือส่งออกจำนวนมาก และมีผู้ค้าเข้ามาทำการซื้อขาย จำนวนมากราย พัฒนาเป็นทั้งตลาดที่ซื้อขายน้ำมันที่ส่งมอบจริง ( physical Oil Market ) และตลาดซื้อขายล่วงหน้า ( Oil Futures Market ) สิงคโปร์ จึงเป็นตลาดที่สะท้อนถึงดีมานด์และซัพพลายของน้ำมันสำเร็จรูปในแต่ละวัน
2. ราคาน้ำมัน: ไทย vs มาเลเซีย
–การตั้งราคาหน้าโรงกลั่นในประเทศไทย ใช้หลักการ “ราคาการนำเข้าเสมือน” (Import Parity) เพื่อแข่งกับราคาน้ำมันสำเร็จรูปนำเข้า ซึ่งอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ที่มีการซื้อขายเสรีและมีสภาพคล่องสูงที่สุดในภูมิภาค โดยโรงกลั่นที่มาเลเซีย ก็ ใช้อ้างอิง ตลาดสิงคโปร์ (MOPS) เช่นเดียวกัน ไม่ได้ใช้ระบบต้นทุนบวกกำไร (Cost-Plus)
-ความจริงเรื่องราคา: ปัจจุบันราคาดีเซล ของมาเลเซียอยู่ที่ประมาณ 39 บาทต่อลิตร สะท้อนว่าราคาเนื้อน้ำมันจริงไม่ได้ถูกกว่าไทย แต่ที่ผ่านมารัฐบาลมาเลเซียใช้การอุดหนุนมหาศาลเพื่อกดราคาหน้าปั๊มไว้
-มาเลเซีย เคยตั้งงบหลายแสนล้าน เพื่ออุดหนุนราคาดีเซล แต่ในปี 2567 มาเลเซียปล่อยลอยตัวราคาปัจจุบัน ราคาดีเซลของมาเลเซียจึงสูงกว่าราคาดีเซลของไทย ที่ยังอุดหนุนราคา
-การตั้งราคา หน้าโรงกลั่น ทั้งของไทยและมาเลเซีย ต่างก็ใช้ตัวเลขเริ่มต้นจากราคาตลาดสิงคโปร์ โดยราคาของโรงกลั่นไทย จะคูณด้วยอัตราแลกเปลี่ยน จากนั้นจึงบวกภาษีสรรพสามิตและเงินที่ต้องนำส่งหรือได้รับการชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงตามนโยบายของภาครัฐ
3. ราคาซื้อขายจริง vs ราคาหน้าโรงกลั่น สนพ.
-การบวกค่าใช้จ่ายที่ถูกมองว่า ไม่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่ง ประกันภัย สูญเสียระหว่างทาง ต้นทุนการปรับปรุงคุณภาพให้เป็นไปตามกฎหมาย เป็นตัวเลข (ตารางส้ม) ที่ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พยายามคิดตัวเลขอ้างอิง เพี่อการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต และการจัดเก็บหรือชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ เพื่อควบคุมค่าการตลาดของผู้ค้า ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ระหว่าง 2-3.50 บาทต่อลิตร
-นโยบายภาครัฐไม่ได้ใช้ระบบการควบคุมราคาหน้า โรงกลั่น ซึ่งราคาที่โรงกลั่น จำหน่าย ในทางธุรกิจ ไม่ได้ขายตามราคา import parity ให้ลูกค้าเหมือนกันทั้งหมด แต่ราคาซื้อขายจริงของโรงกลั่นคือ MOPS +/- Premium ซึ่งขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองกับลูกค้าแต่ละราย ลูกค้าประจำ ที่เครดิตดี ชำระเงินตรงเวลา จะได้เงื่อนไขราคาที่ดีกว่า ลูกค้าจร หรือ จ๊อบเบอร์ ที่มาขอซื้อเป็นครั้งคราว
– ช่วงวิกฤตราคาน้ำมันจากผลของสงครามในตะวันออกกลาง เมื่อต้นทุนของน้ำมันดิบแพงขึ้น ราคาในตลาดสิงคโปร์สูงขึ้น โรงกลั่นจึงปรับราคาหน้าโรงกลั่นขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุน
4. ข้อเสนอแนะ
-เนื่องจากอยู่ในสถานการณ์ราคาน้ำมันแพง แม้ว่า สงครามตะวันออกกลางจะยุติในวันนี้ แต่ความเสียหายที่เกิดกับโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานผลิต LNG ที่ต้องใช้ระยะเวลาซ่อมแซม จะยังทำให้ราคาน้ำมันตลาดโลกและไทยยังอยู่ในระดับสูง
–ไทยควรพิจารณาปล่อยลอยตัวราคาให้สอดคล้องกับกลไกตลาดและเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย เพื่อหยุดวิกฤตกองทุนน้ำมันดีเซล ที่ปัจจุบันมีสภาวะ “ติดลบสะสมกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท” และลอยตัวแบบทันที ไม่ให้เกิดการกักตุน
–รัฐบาลควรใช้นโยบายการช่วยเหลือราคาแบบเลือกเฉพาะกลุ่มหรือ target subsidy ไม่ใช่การช่วยเหลือแบบ เหมาเข่ง หรือ blanket subsidy เหมือนที่ผ่านมา ที่เป็นภาระหนักของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง