“ดีดี การบินไทย” ชูกลยุทธ์ Network Airline หนุนเติบโตยั่งยืน มั่นใจรายได้ปีนี้ แตะ1.9 แสนล้าน  

Loading

การบินไทยเรียกได้ว่าเป็นสายการบินประจำชาติของประเทศไทย ด้วยอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยสู่ทั่วโลก เริ่มกลับมามีทิศทางการเติบโตที่ยั่งยืนอีกครั้งหลังออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ และกลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมกับการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Network Airline อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตได้เป็นอย่างดีคือการใช้เครื่องบินอย่างมีประสิทธิภาพ และการมีฝูงบินรองรับที่เพียงพอ

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกลยุทธ์ทิศทางการดำเนินธุรกิจ แนวโน้มการเติบโต ว่า การบินไทยใช้กลยุทธ์การจำหน่ายตั๋วแบบ Network Airline หรือเที่ยวบินต่อเครื่องมากขึ้น เชื่อมต่อการขนส่งผู้โดยสารทั่วโลก เพื่อเป็นการเพิ่มแหล่งที่มาของรายได้เพิ่มขึ้น และกระจายความเสี่ยงของรายได้ ซึ่งปัจจุบันการบินไทยมีสัดส่วนรายได้จาก Network Passenger ประมาณ 20% ซึ่งกลยุทธ์ Network Airline การเดินทางมาต่อเครื่องที่ประเทศไทยยังจะช่วยสนับสนุนให้ไทยเป็นฮับการบิน (Aviation Hub) ในภูมิภาคเอเชีย แล้วยังช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยทางอ้อมอีกด้วย

อย่างไรก็ตามการดำเนินตามกลยุทธ์ Network Airline นั้นไม่ได้แปลว่าการบินการบินไทยจะทิ้งตลาด (Point-to-Point) หรือ การบินตรงเชื่อมต่อเครือข่ายแบบจุดต่อจุด ซึ่ง Point-to-Point ยังมีความสำคัญอยู่ โดยเฉพาะเส้นทางบินตรง ช่วยเติม Seats หรือที่นั่งที่ว่างในช่วงโลซีซัน (Low Season) ได้เป็นอย่างดี ขณะที่สัดส่วนรายได้เส้นทางบินยุโรปมีสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 35% เอเชียประมาณ 30% ที่เหลือเป็นออสเตรเลียประมาณ 10% อินเดีย 10% ส่วนตลาดจีนเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ของรายได้จากเดิมมีสัดส่วน 5%

“จริงๆ กลยุทธ์ Network Airline ไม่ได้ทำอะไรแปลกไปจากวิชั่นของการบินไทยเมื่อช่วง 10 – 20 ปีที่แล้วเลยนะ เราเป็นสายการบินที่มีเครือข่ายทั้งในภูมิภาค และทั่วโลกเราเชื่อมต่อผู้โดยสารจากหลายภูมิภาคเดินทางเชื่อมโยงกัน โดยมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง ส่วนสายการบินอื่นในภูมิภาคนี้ที่ใช้กลยุทธ์แบบเดียวกันกับการบินไทยก็จะเป็นสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ ส่วนสายการบินของตะวันออกกลางเขามีนโยบายเป็นฮับของโลก”

ตลาดจีนเป็นอย่างไรในช่วงนี้  

นายชาย กล่าวว่า นักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มทัวร์ลดลง ผู้โดยสารที่เข้าออกประเทศจีน 10% เป็นผู้โดยสารคนไทย ผู้โดยสารจีน ผู้โดยสารจีนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่เป็นกลุ่มทัวร์ลดลงนั้นปัญหาไม่ได้เกิดจากเศรษฐกิจที่ไม่ดี มุมมองส่วนตัวคิดว่าเกิดจากความไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยต่อประเทศไทยมากกว่า ซึ่งรัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นตรงนี้กลับมาให้ได้

ขณะที่อีก 90% เป็นผู้โดยสารที่มาจากประเทศอื่นแล้วต่อเครื่องที่กรุงเทพฯ ไปยังประเทศจีน เช่น กลุ่มประเทศจากยุโรป ออสเตรเลีย ขณะเดียวกันคนจีนที่จะเดินทางไปยุโรป ออสเตรเลียก็มีจำนวนมาก ซึ่งการบินไทยก็เป็นทางเลือกหนึ่งของผู้โดยสาร ดังนั้นการบินเข้าออกประเทศจีนไม่ได้หมายความว่าจะต้องขนส่งผู้โดยสารที่เป็นคนจีนอย่างเดียว ซึ่งการทำการบินด้วยกลยุทธ์ Network Airline นั้นส่งผลให้ Cabin Factor เส้นทางบินจีนช่วง Low Season เฉลี่ยที่ 70% ช่วง High Season คาดว่าจะเฉลี่ยอยู่ในระดับ 80%  

สำหรับประเทศจีนนั้นเส้นทางบินเซี่ยงไฮ้ มีผู้โดยสารมากที่สุด เพราะทำการบิน 2 เที่ยวบินต่อวัน  รองลงมาก็จะเป็นปักกิ่ง เฉินตู คุณหมิง กวางเจา โดยการบินไทยทำการบินไปยังจีนรวม 42 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตามในช่วงตารางบินฤดูหนาว (Winter Season) ที่จะเริ่มประมาณปลายเดือนตุลาคมถึงปลายเดือน มีนาคม การบินไทยจะเพิ่มเที่ยวบินไปยังจีน โดยเส้นทางบินกวางเจา เพิ่มจาก 7 เที่ยวบินเป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ปักกิ่ง เพิ่มจาก 7 เที่ยวบินเป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เช่นเดียวกับเส้นบินเฉินตู คุณหมิงก็จะเพิ่มเที่ยวบินจาก 7 เที่ยวบินเป็น 14 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

นอกจากนี้การบินไทยยังมีแผนเตรียมกลับไปบินเส้นทางบินเดิมที่เคยทำการบิน คือ เซี่ยเหมิน ฉงชิ่ง ฉางชา ทำการบิน เมืองละ 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และเปิดเส้นทางบินใหม่ คือ อู่ฮั่น เซินเจิ้น จะทำการบิน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยจะเริ่มทยอยเปิดทำการบินในช่วงตารางบินฤดูหนาว ซึ่งการเปิดเส้นทางบินเพิ่มจะช่วยเติม Slot ได้อย่างดี เนื่องจากแต่ละเมืองของจีนมีประชากรเฉลี่ยประมาณ 10-20 ล้านคน ถือเป็นตลาดใหญ่ ของการทำการบินทั้งแบบ Network Airline และ Point-to-Point

ทยอยรับเครื่องบินใหม่ เสริมแกร่งฝูงบิน  

นายชาย กล่าวว่า สิ้นเดือนสิงหาคมนี้การบินไทยจะมีการรับมอบเครื่องบินแอร์บัส A 321 Neo จำนวน 1 ลำ ปลายปีรับมอบอีก 1 ลำ และรับมอบเครื่องบินโบอิ้ง 787-9 ซึ่งเป็นเครื่องเช่าอีกจำนวน 1 ลำ โดยจะนำมาบินเสริมที่อินเดีย ภูเก็ต ฮ่องกง รองรับการบินในช่วงตารางบินฤดูหนาว ส่วนในปี 2569 ทยอยรับมอบเครื่องบินแอร์บัส A 321 Neo เพิ่มอีก 15 ลำ เป็นไปตามแผนการรับมอบเครื่องบินช่วงระหว่างปี 2568 – 2569 รวมจำนวน 18 ลำมาเสริมแกร่งด้านการบินและการแข่งขัน รวมถึงรองรับการบินเส้นทางบินจีน อินเดีย  ออสเตรเลีย ขณะที่ผู้โดยสารจีนไปยุโรป ออสเตรเลียก็เยอะ ซึ่งราคาเป็นทางเลือกหนึ่งที่ผู้โดยสารเขาจะเลือกได้ ส่วนเครื่องบินโบอิ้ง 787 จำนวน 45 ลำจะเริ่มทยอยรับมอบต้นปี 2571 ซึ่งคาดว่าล็อตแรกจะทยอยรับมอบจำนวนประมาณ 9 ลำ

พร้อมกันนี้การบินไทยยังได้ยืนยันสิทธิในการจัดหาเครื่องบินเพิ่มเติม จำนวน 35 ลำที่ได้ทำไว้กับโบอิ้ง โดยขณะนี้ได้ทำการออเดอร์เครื่องบินตามสิทธินี้ไปแล้วส่วนหนึ่ง เลือกใช้เครื่องบินเป็นรุ่นโบอิ้ง 787-10 ซึ่งการใช้สิทธิจัดหาเครื่องบินเพิ่มเติมนี้ เพื่อรองรับการขยายขีดความสามารถทางการแข่งขัน อีกทั้งปัจจุบันการจัดหาเครื่องบินต้องใช้เวลานาน จึงได้เริ่มดำเนินการทันที

ประเมินช่วงไฮซีซั่นปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง

นายชาย กล่าวว่า จากที่ดู (Advance Booking) คือ บริการจองตั๋วล่วงหน้าก็ยังใกล้เคียงกับปี 2567 แต่พฤติกรรมของผู้โดยสารเปลี่ยนไป คือ ระยะเวลาในการจองตั๋วล่วงหน้าจะสั้นลง อย่างเช่นจากที่เคยจองตั๋วล่วงหน้า 6 เดือน ปัจจุบันลดลง ตนคิดว่าผู้โดยสารปรับพฤติกรรมการบริโภค อาจจะรอจังหวะช่วงลดราคาตั๋ว รอจังหวะโปรโมชั่น ซึ่งพฤติกรรมการจองตั๋วที่เปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่เกิดขึ้นเฉพาะตลาดเอเชีย ส่วนตลาดยุโรปยังคงจองตั๋วล่วงหน้ายาว 6 เดือน

มั่นใจปี 68 รายได้แตะ 1.9 แสนล้าน

นายชาย กล่าวว่า รายได้รวมในปี 2568 มั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย 1.9 แสนล้านบาท เนื่องจาก Capacity เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการบินไทยใช้กลยุทธ์การจำหน่ายตั๋วแบบ Network Airline ที่ช่วยสนับสนุนการเติบโต โดยในครึ่งปีแรก 2568 นั้นสามารถทำรายได้รวมแล้ว 1.02 แสนล้านบาท และสามารถสร้าง EBITDA Margin ที่ 22.78% ซึ่งนับว่าสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมเฉลี่ย 11% และในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าการบินไทยจะสามารถรักษา EBITDA Margin ในระดับนี้ได้