![]()
เปิดปีพุทธศักราชใหม่ (พ.ศ.2569) ตรงกับปีนักษัตร มะเมีย (ปีม้า) และเป็นปีม้าธาตุไฟ หรือ ปีม้าไฟ ที่ว่ากันว่า เป็นปีที่พลังงานร้อนแรง การเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เหมาะกับการเริ่มต้นใหม่แต่ก็มีความวุ่นวายและต้องระวังเรื่องอารมณ์ร้อน ใช้ชีวิตอย่างมีสติและวางแผนให้รอบคอบ เพื่อให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น ตามลักษณะของ “ม้าไฟ”
ปี 2569 เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศไทย จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ คือ “การเลือกตั้ง” โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองในประเทศไทยอีกครั้ง หากรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง ไม่ใช่ “พรรคภูมิใจไทย” ย่อมส่งผลให้นโยบายของรัฐบาลในหลายๆเรื่อง คงต้องถูกปรับเปลี่ยนตามนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองนั้นๆที่จะเข้ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้ง แต่หาก “พรรคภูมิใจไทย” ได้กลับเข้ามาบริหารประเทศต่ออีกครั้ง ก็มีโอกาสสูงที่นโยบายค้างคาจะได้รับการสานต่อให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อขับเคลื่อนประเทศและเศรษฐกิจไทยใน ปี 2569

สำนักข่าว TenNews ได้ติดตามความคืบหน้า “นโยบายพลังงาน” ภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งมีหลายเรื่องที่อาจต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาสานต่อในปี 2569 ประเดิมด้วย การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่ ที่ปรับปรุงจากแผน PDP 2018 ที่ยังไม่แล้วเสร็จตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน และเป็นหัวใจสำคัญในการวางโครงสร้างทิศทางพลังงานของประเทศในระยะยาว ซึ่งการปรับแผน PDP ใหม่นั้น เบื้องต้น รัฐบาลชุดปัจจุบัน มีแนวคิดที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% และเพิ่มกำลังผลิตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก(SMR) ให้มากกว่า 600 เมกะวัตต์ อีกทั้งอาจเปิดกว้างให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุน เป็นต้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวรัฐบาลชุดปัจจุบัน คาดหมายว่าจะช่วยตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 โดยหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero คือ การส่งเสริมโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) ที่จะช่วยกักเก็บคาร์บอนได้ในปริมาณมาก ซึ่งจะต้องเริ่มดำเนินให้เกิดขึ้นโดยเร็ว
อีกทั้งยังมีนโยบายพลังงาน ที่อยู่ภายใต้ โครงการ “Quick Big Win” ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ยังค้างคาอีกหลายโครงการ ได้แก่
“โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน” (Community-based Solar Power Generation Project) หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2568 มีมติเห็นชอบกรอบหลักการโครงการโซลาร์ชุมชน รวมถึงอัตรารับซื้อไฟฟ้าและแนวทางการกำหนดส่วนลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย (ประเภท 1) ที่เข้าร่วมโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน โดยรูปแบบโครงการจะเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อแห่ง รวมกำลังการผลิตไม่เกิน 1,500 เมกะวัตต์ โดย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะเป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการ ด้วยอัตรา Feed-in Tariff (FiT) ในอัตรา 2.1679 บาทต่อหน่วย สัญญาซื้อขายไฟฟ้า มีระยะเวลา 25 ปี ในรูปแบบ Non-Firm โดย กฟภ. เป็นผู้นำส่งและจำหน่ายไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโครงการฯ ไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยซึ่งอยู่ในพื้นที่ชุมชนที่โครงการตั้งอยู่ โดย กฟภ. จะให้ส่วนลดไฟฟ้ากับครัวเรือนที่มีสถานะเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย (ประเภท 1) ในชุมชนที่มีโรงไฟฟ้าได้รับการคัดเลือกมาแล้วมากกว่า 1 เดือน โดยมีสูตรการคำนวณส่วนลดค่าไฟฟ้าซึ่งได้คำนึงถึงอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากโครงการและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการโครงข่ายระบบไฟฟ้าแล้ว
ล่าสุด โครงการนี้ ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการร่างระเบียบจัดหาไฟฟ้าจากโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงาน กกพ. เป็นระยะเวลา 15 วัน ระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 8 มกราคม 2569 ตามมติ กพช. หลังจากนั้น ทาง กกพ. จะนำความคิดเห็นที่ได้รับมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงร่างระเบียบ ก่อนเสนอบอร์ด กกพ.พิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้ต่อไป ก็ต้องรอดูว่า สุดท้ายแล้ว กกพ.จะออกประกาศหลักเกณฑ์ฯโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน ได้ทันวาระของรัฐบาลชุดนี้ หรือ ต้องรอรัฐบาลใหม่
ทั้งนี้ รัฐบาลชุดปัจจุบัน คาดหมายว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน จะทำให้ชุมชนที่ร่วมโครงการใช้ไฟฟ้าถูกลง 40-80 สตางค์ต่อหน่วยสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนได้กว่า 30,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 1,600 ตำแหน่ง และยังสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 0.8 ล้านตันต่อปี
“โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร” กว่า 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน ยังไม่มีรายละเอียดโครงการออกมา
โครงการฯนี้ รัฐบาลชุดปัจจุบัน คาดหมายว่าจะเกิดเม็ดเงินผ่านการลงทุนกว่า 12,500 ล้านบาท ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ 87.5 เมกะวัตต์ และสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.6 ล้านตันต่อปี
“โครงการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์” โดยสามารถนำค่าใช้จ่ายจริงมาหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่รวมไม่เกิน 200,000 บาท ต่อระบบ และใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ปีภาษี 2568 – 2570 โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือเป็นบ้านอยู่อาศัย, ชื่อเจ้าของบ้านตรงกับมิเตอร์ไฟฟ้า, และต้องมีเอกสารใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ครบถ้วน ซึ่งต้องรอดูว่า รัฐบาลที่เข้ามาหลังการเลือกตั้งจะเดินหน้าโครงการต่อ หรือ เปลี่ยนแปลงนโยบายหรือไม่
โดยโครงการฯนี้ รัฐบาลชุดปัจจุบัน คาดหมาย ว่าจะมีผู้เข้าร่วม 90,000 ครัวเรือน กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุน ได้กว่า 20,250 ล้านบาท ลดการใช้ไฟฟ้าได้ 585 ล้านหน่วยต่อปี และลดการปล่อยก๊าซ
“การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำใน 3 เขื่อนหลักของ กฟผ.” (เขื่อนภูมิพล เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์) ซึ่งมีต้นทุนต่ำ กำลังการผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์ ที่รัฐบาลมีแผนจะเร่งอนุมัติ และอยู่ระหว่างเตรียมเสนอเรื่องของสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่ดันเกิดเหตุการณ์ยุบสภาก่อน ฉะนั้นโครงการนี้ จึงต้องรอการพิจารณาของรัฐบาลชุดใหม่
โครงการฯนี้ รัฐบาลชุดปัจจุบัน คาดหมายว่า จะเกิดการลงทุนกว่า 53,000 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 0.8 ล้านตันต่อปี
“โครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสะอาดตรง” หรือ Direct PPA 2,000 เมกะวัตต์ แม้ว่าคณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 เห็นชอบในหลักการเพื่อให้กระทรวงพลังงานรับเรื่อง Direct PPA ไปดำเนินการ และต่อมาในวันที่ 25 มิถุนายน 2567 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบในมาตรการที่เปิดให้เอกชนทำสัญญา Direct PPA กับการไฟฟ้าตามที่กระทรวงพลังงานนำเสนอ โดยให้เป็นการนำร่องดำเนินการที่ปริมาณไฟฟ้า 2,000 เมกะวัตต์ เพื่อให้ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างกิจการไฟฟ้าของไทย
แต่ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ “ร่างหลักเกณฑ์โครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA)” ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่มีข้อกำหนดจากบริษัทแม่ให้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือไฟฟ้าสีเขียว
รวมถึง กกพ. อยู่ระหว่างการจัดทำอัตราค่าบริการการใช้และเชื่อมต่อระบบ ที่ครอบคลุมค่าบริการต่าง ๆ เช่น 1) ค่าบริการระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Wheeling Charge) 2) ค่าบริการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Connection Charge) 3) ค่าบริการความมั่นคงระบบไฟฟ้า (System Security Charge หรือ Ancillary Services Charge) 4) ค่าบริการหรือค่าปรับในการปรับสมดุลหรือบริหารปริมาณไฟฟ้า (Imbalance Charge) 5) ค่าใช้จ่ายเชิงนโยบาย (Policy Expenses) และค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องเหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าในภาพรวมทั้งประเทศ และสอดรับกับข้อเสนออัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT) ด้วย ดังนั้น ต้องจับตาว่า ในปี 2569 กกพ.จะสามารถออกประกาศหลักเกณฑ์โครงการ Direct PPA นำร่อง 2,000 เมกะวัตต์ได้หรือไม่
สำหรับโครงการ Direct PPA นำร่อง 2,000 เมกะวัตต์ รัฐบาลชุดปัจจุบัน คาดหมายว่า จะเกิดเม็ดเงินลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 65,000 ล้านบาท ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ทั้งนี้ จากเป้าหมายการขับเคลื่อนทุกโครงการภายใต้โครงการ “Quick Big Win” ดังกล่าว รัฐบาลชุดปัจจุบัน คาดว่า จะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดมูลค่าการลงทุนสูงถึง 700,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 10 ล้านตันต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องรอ รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาดำเนินการ คือ การแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (บอร์ด กกพ.) ที่ล่าช้ากว่า 1 ปี ยังไม่สามารถจัดตั้ง “คณะกรรมการสรรหาตำแหน่ง กกพ.” ได้ นับตั้งแต่ กกพ. 4 คน (จากทั้งหมด 7 คน) ที่ครบวาระงาน 6 ปี ไปตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2567 และพ้นจากตำแหน่งไปแล้วครบ 1 ปี จนปัจจุบันยังไม่สามารถสรรหา กกพ. ใหม่มาปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ และมีคาดหวังว่า นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คนปัจจุบัน จะเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ดันเกิดเหตุการณ์ประกาศยุบสภาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาดำเนินการต่อ
รวมถึง การสรรหา คณะกรรมการสรรหาตำแหน่ง “ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” (ผอ.สกนช.) หลังการเปิดรับสมัครครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ก.ย.2568 นั้น มีผู้ผ่านคุณสมบัติ 5 รายแสดงวิสัยทัศน์เสร็จสิ้นไปตั้งแต่ 3 ก.ย.2568 โดยก่อนหน้านี้ คณะอนุกรรมการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมี นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เป็นประธาน เตรียมจะประกาศผลผู้ได้รับตำแหน่ง ผอ.สกนช. แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานใหม่ เป็น “นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” แต่ก็ยังไม่มีการนำเสนอรายชื่อดังกล่าว เนื่องจาก คณะอนุกรรมการสรรหาฯ เห็นว่า การเปิดรับสมัครครั้งล่าสุด ยังมีปัญหาเรื่องการกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติของผู้สมัครฯ จึงเตรียมประกาศยกเลิก ประกาศเปิดรับสมัครฯครั้งล่าสุด และรอนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ต่อไป
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันฯ ขาดบุคคลที่มานั่งตำแหน่ง ผอ. เพื่อบริหารงานในองค์กรอย่างเต็มประสิทธิภาพมานานกว่า 1 ปี เนื่องจากกระบวนการสรรหา ถูกสั่งล้มเลิก และสรรหาใหม่ถึง 3 ครั้ง ซึ่งยังไม่รวมกับการสรรหาครั้งล่าสุดที่กำลังจะถูกล้มเลิก
โดย ผอ.สกนช. จะมีวาระการดำรงตำแหน่งได้คราวละ 4 ปี หากมีอายุไม่เกิน 65 ปี อาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน ซึ่ง ผอ.สกนช.จะพ้นจากตำแหน่งเมื่อมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์
เพียงแค่นโยบายด้านพลังงาน จะเห็นว่า มีหลายเรื่องร้อนที่รอให้ “รัฐบาลชุดใหม่” เข้ามาผลักดัน นโยบายไหนดี และเป็นประโยชน์ต่อประเทศก็ควรผลักดันต่อ แต่ถ้านโยบายใดไม่เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ก็ถือเป็นโอกาสที่รัฐบาลชุดใหม่จะปรับปรุงนโยบายนั้นๆ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป