![]()
ไทยออยล์ ชี้ราคาน้ำมันดิบสัปดาห์นี้ผันผวน จากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ในอิหร่าน และรัสเซีย–ยูเครน และความเป็นไปได้ในการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรเวเนซุเอลา คาดเวสต์เท็กซัส เคลื่อนไหวที่กรอบ 57-67 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนเบรนท์ เคลื่อนไหวที่กรอบ 61-71 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP เปิดเผยบทวิเคราะห์สถานการณ์น้ำมันประจำสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 16 – 22 ธ.ค. 68 พบว่า ราคาน้ำมันดิบผันผวนเนื่องจากความตึงเครียดของสถานการณ์การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในอิหร่านเริ่มทวีความรุนแรง ขณะที่สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะเข้ามาแทรกแซงโดยใช้ปฏิบัติการทางทหาร ทั้งนี้ รัฐบาลอิหร่านได้ออกมาเตือนสหรัฐฯว่าหากสหรัฐฯ เปิดฉากการโจมตี อิหร่านก็พร้อมที่จะตอบโต้กลับ
นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงตึงเครียดจากการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้อุปทานน้ำมันดิบหยุดชะงักหลังมีรายงานว่า ยูเครนทำการโจมตีโครงสร้างพลังงานพื้นฐาน รวมถึงแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบแห่งหนึ่งบริเวณแถบทะเลแคสเปียน ท่ามกลางความคืบหน้าข้อตกลงสันติภาพ
อย่างไรก็ดี รัสเซียยังคงไม่มีท่าทีที่จะตอบรับต่อมาตรการนี้ ทั้งนี้ ตลาดยังคงจับตาความเคลื่อนไหวการส่งออกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาเนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เผยว่าอาจพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อเวเนซุเอลา ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความไม่แน่นอนหลังการประกาศคำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐฯต่อคดีนโยบายภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าศาลอาจตัดสินว่าการใช้อำนาจจัดเก็บภาษีของผู้นำสหรัฐฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สำหรับปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้ ประกอบด้วย
- ตลาดจับตาสถานการณ์การประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่ออกมาแสดงความเป็นไปได้ในการแทรกแซงทางการทหารในอิหร่าน ขณะเดียวกันรัฐบาลอิหร่านได้ออกมาเตือนสหรัฐฯ ว่าหากสหรัฐฯ เปิดฉากทางการทหาร อิหร่านก็พร้อมที่จะตอบโต้กลับ ทั้งนี้ การชุมนุมประท้วงของชาวอิหร่านเกิดจากความไม่พอใจของประชาชนต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของอิหร่านที่ทำให้ค่าเงินของอิหร่านร่วงลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ค่าเงินเฟ้อรุนแรง และทำให้ราคาสินค้าอุปโภคและบริโภคพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยยะ ก่อนลุกลามสู่การขับไล่ผู้นำสูงสุดในอิหร่าน ภายใต้การประท้วงดังกล่าว รัฐบาลอิหร่านพยายามเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมโดยการตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ระหว่างประเทศ เพื่อตัดขาดการสื่อสารกับโลกภายนอก อีกทั้งยังใช้ความรุนแรงในการปราบผู้ชุมนุม ซึ่งคาดการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 2,000 คน อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ความตึงเครียดยังคงยืดเยื้อหรือลุกลามเข้าสู่ความขัดแย้งทางการทหารระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ จะทำให้อุปทานน้ำมันตึงตัว
- สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงตึงเครียดเนื่องจากยูเครนเดินหน้าโจมตีเป้าหมายในรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่ายูเครนได้ทำการโจมตีโครงสร้างพลังงานพื้นฐาน รวมถึงแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบแห่งหนึ่งบริเวณแถบทะเลแคสเปียน ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบอาจจะหยุดชะงักได้ ท่ามกลางความคืบหน้าข้อตกลงสันติภาพที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี รัสเซียยังคงไม่มีท่าทีที่จะตอบรับต่อมาตรการนี้ เนื่องจากรัสเซียยังคงยืนกรานในข้อเรียกร้องที่ต้องการดินแดนดอนบาสทั้งหมด
- ตลาดยังคงจับตาความเคลื่อนไหวการส่งออกน้ำมันดิบของเวเนซุเอลาเนื่องจากนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ อาจพิจารณายกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่อเวเนซุเอลา เพื่ออำนวยความสะดวก
ด้านการซื้อขายน้ำมัน แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่าการผ่อนคลายจะครอบคลุมในส่วนใดบ้าง โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ในการสนับสนุนเสถียรภาพของเวเนซุเอลาและส่งเสริมให้ผู้ผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ กลับเข้ามาลงทุนในเวเนซุเอลามากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้มีการลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารห้ามศาลหรือเจ้าหนี้ทำการยึดรายได้จากการขายน้ำมันของเวเนซุเอลาที่ฝากไว้ในบัญชีของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพื่อให้เวเนซุเอลาสามารถนำเงินทุนกลับไปใช้ในการบริหารประเทศ
- เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนหลังการประกาศคำพิพากษาของศาลฎีกาสหรัฐฯ ต่อคดีนโยบายภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ในขณะที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าศาลฎีกาอาจตัดสินว่าการใช้อำนาจจัดเก็บภาษีของผู้นำสหรัฐฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีการคืนเงินภาษีหรือไม่ หากศาลฎีกาตัดสินให้มาตรการดังกล่าวเป็นโมฆะ อย่างไรก็ดี ผู้นำสหรัฐฯ เคยระบุว่า แม้ศาลฎีกาไม่เห็นชอบ แต่เขาก็ยังมีมาตรการอื่นรองรับในการจัดเก็บภาษีเพื่อกำกับดูแลการค้าต่างประเทศ
- ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ดัชนีจีดีพี ไตรมาส 3 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและการบริการ เดือน ม.ค. 69 และดัชนีด้านการบริโภคส่วนบุคคล เดือน พ.ย. 68 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของยุโรป ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค. 68 ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและการบริการ เดือน ม.ค. 69 และความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน ม.ค. 69 และตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ได้แก่
ดัชนีจีดีพี ไตรมาส 4 และอัตราการว่างงาน เดือน ธ.ค. 68
ทั้งนี้ ไทยออยล์ คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 57-67 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 61-71 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ส่วนสรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 9 – 15 ม.ค. 69 พบว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 2.89 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมาอยู่ที่ 60.20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 3.56 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 64.59 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เนื่องจากรายงานตัวเลขการผลิตน้ำมันดิบของรัสเซียในเดือน ธ.ค. 68 ปรับลดลง 0.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 9.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบ 18 เดือน นอกจากนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) คาดการณ์ว่าการส่งออกน้ำมันดิบผ่านทางท่อ Caspian Pipeline Consortium (CPC) ซึ่งใช้ส่งออกน้ำมันดิบจากคาซัคสถานสู่ทะเลดำในเดือน ม.ค. 69 จะอยู่ที่ระดับ 0.8 – 0.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือน ธ.ค. 68 ราว 45% หลังการขนส่งได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่เลวร้ายประกอบกับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครน อย่างไรก็ตาม ธนาคารโกลด์แมนแซกส์ (Goldman Sachs) ของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากอุปทานใหม่และส่วนเกินในตลาดหลังคาดการณ์ว่ากลุ่มโอเปกจะไม่มีการลดกำลังการผลิตอีก