“พิพัฒน์” เร่งเยียวยาผู้ประสบภัยเหตุเครนก่อสร้างไฮสปีดถล่มทับขบวนรถไฟ 1.51 ล้าน

Loading

พิพัฒน์” เร่งเยียวยาผู้ประสบภัยเหตุเครนก่อสร้างไฮสปีดโคราชถล่มทับขบวนรถไฟเบื้องต้น 1.51 ล้าน พร้อมสั่งทุกโหมดขนส่งสาธารณะซื้อประกันภัยภาคบังคับให้ผู้โดยสารทุกราย คาดมีผลในรัฐบาลรักษาการนี้ ย้ำเดินหน้าบอกเลิกสัญญาผู้รับเหมาแน่นอน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามความคืบหน้าและมาตรการเร่งด่วนในการดูแลสิทธิประโยชน์และเงินเยียวยา สำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างของโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด) ไทย-จีน ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา สัญญาที่ 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และช่วงกุดจิก-โคกกรวด ตกทัพขบวนรถไฟ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุดพบประสบเหตุที่เป็นผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ รวมทั้งสิ้น 161 คน แบ่งเป็นผู้ที่อยู่บนขบวนรถไฟ 157 คน และพนักงานของบริษัทผู้รับจ้าง 4 คน มีผู้เสียชีวิตรวม 30 ราย แบ่งเป็นผู้โดยสารรถไฟ 29 ราย และพนักงานของบริษัทผู้รับจ้าง 1 ราย โดยสามารถยืนยันอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตได้ครบทั้ง 30 รายแล้ว ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บมีจำนวนรวม 69 ราย ในจำนวนนี้แพทย์อนุญาตให้เดินทางกลับบ้านได้แล้ว 54 ราย และยังคงมีผู้พักรักษาตัวอยู่ในสถานพยาบาลอีก 15 ราย

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือและเยียวยานั้น ได้ย้ำว่าให้ทำทันที ไม่ให้ติดขัดขั้นตอนเอกสาร โดยกรณีผู้เสียชีวิตในเบื้องต้นจะได้เงินรวมเป็นจำนวน 1,510,000 บาทต่อราย ประกอบด้วย เงินสงเคราะห์พระราชทาน (อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์)  20,000 บาท,เงินช่วยเหลือจากการรถไฟแห่งประเทศไทย จำนวน 340,000 บาท, เงินค่าสินไหมจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,000,000 บาท และ เงินช่วยเหลือจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 150,000 บาท

นอกจากนี้อาจจะมีเงินตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญาอีก จำนวน 200,000 บาท รวมถึงเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากหน่วยงานภาครัฐและภาคีเครือข่ายอื่น ๆ ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการประสานงานและดำเนินการขอรับความช่วยเหลือตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยรฟท.จะเร่งติดตามเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างครอบคลุมและเป็นธรรมที่สุด ทั้งนี้กรณีที่ผู้เสียชีวิตมีการทำประกันส่วนตัวไว้ขอให้ทางญาตไปติดต่อกับบริษัทประกันภัยที่ผู้เสียชีวิตได้ทำไว้ด้วย

อย่างไรก็ตามในการส่งมอบเงินนั้นทางบริษัท อิตาเลียนไทยฯ ได้ส่งมอบเงินให้กับญาติผู้เสียชีวิตไปแล้ว ขณะที่ทางบริษัท ทิพยประกันภัย จะมีการมอบเงินให้กับญาติผู้เสียชีวิตในวันที่ 20 ม.ค.นี้ เวลา 9.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และตนจะร่วมเป็นสักขีพยานในการส่งมอบ ทั้งนี้ผู้บาดเจ็บทุกรายอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้วได้รับการรักษาอย่างเต็มที่  และยังมีในส่วนของ ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 583 ล้านบาท สามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ในอดีตคิดว่าการเดินทางโดยรถไฟมีความปลอดภัยที่สุด ซึ่งในไทยแทบไม่ค่อยมีเหตุร้ายแรง แต่ในต่างประเทศกรณีที่รถไฟชนกันก็มีให้เห็นบ้าง โดยเฉพาะในแถบเอเซียใต้ แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นจึงคิดว่าในอนาคตจำเป็นต้องมีการทำประกันภัยการเดินทางให้กับผู้โดยสารทุกคนที่เดินทางด้วยรถไฟ รวมถึงการทำประกันภัยในทุกโหมดขนส่งสาธารณะ ทั้ง รถไฟฟ้า เรือ รถเมล์ รถโดยสารสาธารณะ โดยจะสั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปศึกษาแนวทาง บรรจุประกันการเดินทางรวมในค่าตั๋วโดยสาร ซึ่งไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมาก หรืออาจจะไม่เพิ่มเลยก็ได้ เพื่อให้ผู้โดยสารรับทราบสิทธิการเยียวยาที่ชัดเจนทันทีหากเกิดเหตุในอนาคต คาดว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมได้ในช่วงรัฐบาลรักษาการนี้ และน่าจะมีผลใช้ได้ก่อนการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 รวมถึงผู้โดยสารยังสามารถทำประกันภัยภาคสมัครใจเพิ่มเติมได้อีก เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยระบบขนส่งสาธารณะของประเทศ

ต่อข้อถามว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทางรฟท.จะมีการฟ้องร้องบริษัท ผู้รับเหมาด้วยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ก็คงต้องมีการฟ้องร้องอยู่แล้ว แต่ขอดูในรายละเอียดให้ชัดเจนก่อน รวมถึงการบอกเลิกสัญญาด้วยว่าจะเรียกค่าเสียหายอย่างไรและจำนวนเท่าไหร่ หรือทางผู้รับเหมาจะฟ้องร้องกลับรฟท.อย่างไร ก็ขอให้รอดูผลการสอบข้อเท็จจริงคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของกระทรวงคมนาคมที่จะสรุปในวันที่ 23 ม.ค.นี้ก่อนว่าเป็นอย่างไร

“นายกรัฐมนตรีและผมยืนยันไปแล้วว่าสิ่งที่ต้องทำมากที่สุดคือการบอกเลิกสัญญา แต่การบอกเลิกสัญญาใครจะฟ้องร้องใครเป็นอีกเรื่อง แต่ย้ำว่าคงต้องบอกเลิกสัญญาแน่นอน และนับเป็นกรณีแรกที่เกิดขึ้นในไทยที่จะใช้กฎหมายปกครองในการบอกเลิกสัญญา ซึ่งเป็นคำแนะนำของกฤษฏีกา”นายพิพัฒน์ กล่าวและว่า เมื่อบอกเลิกสัญญาไปแล้วมีการประมูลหาผู้รับจ้างรายใหม่ทางบริษัท อิตาเลียนไทยฯก็ไม่สามารถเข้าร่วมประมูลโครงการนี้ได้อีกจะถูกตัดสิทธิ์ออกไปเลย

ผู้สื่อข่าวถามว่าจากนี้ไปบริษัท อิตาเลียนไทยฯ จะยังสามารถเข้าร่วมประมูลโคตรงการก่อสร้างอื่นๆอีกหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขอให้รอผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของกระทรวงคมนาคมก่อน ส่วนจะมีสิทธิ์เข้าร่วมประมูลโครงการใหม่หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับกรมบัญชีกล่าง กระทรวงการคลัง ดังนั้นขอหารือก่อนว่าจะมีการลดชั้น หรือขึ้นบัญชีดำ(แบลคลิสต์)ผู้รับเหมารายนี้หรือไม่ หากถูกขึ้นแบลคลิสต์ก็จะไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมประมูลโครงการใดๆในไทยได้อีก ซึ่งกรณีในต่างประเทศเมื่อทำตึกพังจะถูกปิดบริษัททันที ดังนั้นผู้รับเหมาทุกรายต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หากไม่มีความรับผิดชอบในส่วนนี้ก็ไม่ควรที่จะมาประมูลรับงานภาครัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) แจ้งว่า ในการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางเพื่อความปลอดภัย ทางรฟท. ได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถสายอุบลราชธานีเป็นการชั่วคราว โดยใช้เส้นทาง ชุมทางแก่งคอย – ชุมทางบัวใหญ่ – นครราชสีมา แทน ทั้งนี้ ผู้โดยสารที่ถือตั๋วโดยสารและมีกำหนดเดินทางระหว่างวันที่ 14 – 19 มกราคม 2569 หากไม่ประสงค์จะเดินทาง สามารถติดต่อขอคืนเงินค่าตั๋วได้ ณ สถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทรศัพท์หมายเลข 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะที่การดูแลหน้างานและมาตรการความปลอดภัย ภายหลังเกิดเหตุ รฟท.ได้สั่งปิดพื้นที่และหยุดการปฏิบัติงานในบริเวณที่เกิดเหตุทันที พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อดำเนินการรื้อย้ายโครงสร้างอย่างปลอดภัยภายใต้มาตรฐานด้านความปลอดภัยสูงสุด และจะไม่เปิดพื้นที่จนกว่าจะมีการยืนยันความมั่นคงและความปลอดภัยอย่างครบถ้วน

ส่วนในระยะต่อไป รฟท.จะนำข้อเท็จจริงและผลการตรวจสอบไปใช้ในการทบทวนและยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยในทุกโครงการอย่างจริงจัง  และขอยืนยันว่าความปลอดภัยของผู้โดยสาร พนักงาน และประชาชน เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันขึ้นอีก พร้อมรายงานความคืบหน้าให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง