SCGP ตั้งงบ 10,000 ลบ. ลงทุนปี 2569 ดัน EBITDA แตะ 18,300 ลบ.

Loading

SCGP ตั้งงบลงทุนปี 2569 อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท ดัน EBITDA แตะ 18,300 ล้านบาท พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภค ผสาน Robot-Cobot-ระบบอัตโนมัติ เสริมศักยภาพการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ผลการดำเนินงานปี 2568 แข็งแกร่ง ทำรายได้จากการขาย 124,374 ล้านบาท EBITDA 17,210 ล้านบาท ประกาศจ่ายเงินปันผล 0.60 บาทต่อหุ้น

นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า บริษัทวางงบลงทุนปี 2569 รวมอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2568 โดยจะใช้สำหรับกลยุทธ์การขยายธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานการควบรวมกิจการ (Merger) เข้ากับการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ (Partnership) หรือ Mergers and Partnership (M&P) ประมาณ 5,500 ล้านบาท และการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร ประมาณ 4,500 ล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมาย EBITDA อยู่ที่ 18,300 ล้านบาท โดยมองโอกาสขยายการลงทุนในเวียดนามและอินโดนีเซีย และการขยายตลาดในอินเดีย ที่ภาพรวมเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตและโดดเด่น เน้นลงทุนในกลุ่มบรรจุภัณฑ์เชื่อมโยงกับผู้บริโภคเพื่อเพิ่มศักยภาพและบูรณาการด้านการผลิต พร้อมตั้งเป้าหมายรายได้จากการขายปี 2569 เกินระดับ 130,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีรายได้จากการขาย 124,374  ล้านบาท

รวมถึงวางกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robot) หุ่นยนต์เพื่อทำงานร่วมกับพนักงาน (Cobot) และระบบอัตโนมัติมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อการควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ได้อย่างแม่นยำ ช่วยจัดการวัตถุดิบและลดต้นทุน และส่งมอบสินค้าที่ได้คุณภาพให้ลูกค้า โดยจะมีการขยายการใช้งานในโรงงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเดินหน้าบริหารต้นทุนต่อเนื่อง เช่น ธุรกิจในอินโดนีเซียได้ปรับสัญญาการใช้พลังงาน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลของการลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่มกราคม ปี 2569

ส่วนภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 1 ปี 2569 คาดการณ์ความต้องการยังเติบโตต่อเนื่อง จากการบริโภคภายในประเทศของตลาดอาเซียน ภาพรวมเศรษฐกิจอาเซียนมีแนวโน้มเติบโต และความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์จากจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนราคาบรรจุภัณฑ์และต้นทุนค่าขนส่งคาดว่าจะทรงตัว โดย SCGP มุ่งเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยเป็น 90% จาก 87-91% ในปี 2568 ทั้งนี้ ปริมาณการขายในเวียดนามและอินโดนีเซียอาจใกล้เคียงไตรมาสก่อน เนื่องจากเวียดนามมีวันหยุดช่วงเทศกาลเต๊ดและฮารีรายอของอินโดนีเซีย ส่วนไทยมีการสนับสนุนจากเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

อย่างไรก็ตาม SCGP ยังคงขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจด้านความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ผ่านความร่วมมือกับลูกค้า ในกลุ่มบรรจุภัณฑ์สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าส่งออกจำนวน 15 โครงการ ครอบคลุมการพัฒนาและยกระดับนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่เพื่อการรีไซเคิล การร่วมพัฒนาระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ของผลิตภัณฑ์ (CFP) พร้อมพัฒนาห้องปฏิบัติการเพื่อให้บริการทดสอบและรับรองกระดาษบรรจุภัณฑ์ ตามมาตรฐานฉลากเขียวประเทศไทยของ Thailand Environment Institute (TEI) และการประยุกต์ใช้หลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไปพร้อมกับการควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามเป้าหมายการลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกลง 25% ภายในปี 2573 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

“ปี2569 บริษัทตั้งเป้าหมายจะใช้พลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2% โดยมองแนวโน้มราคาพลังงานในปีนี้เป็นเชิงบวก จากความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นของระบบ Automatic และAI ทำให้การใช้พลังงานต่อหน่วยเพิ่มขึ้น และแนวโน้มราคาพลังงานลดลง ซึ่งจะเป็นเชิงบวกต่อธุรกิจของบริษัท”

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความร่วมมือ (Joint Development Agreement) ระหว่าง SCGP กับ Origin Materials เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมระดับโลก “Bio-based Plastic จากชิ้นไม้ยูคาลิปตัสสับ เบื้องต้นได้ยุติโครงการฯดังกล่าวไว้ก่อน ภายหลังการทดสอบและการศึกษาความเป็นไปได้แล้วเสร็จ และพบว่ายังไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในปี 2568 ความต้องการในภูมิภาคอาเซียนอยู่ในช่วงการเติบโต จากการบริโภคภายในประเทศและการส่งออก อย่างไรก็ตาม ราคาของบรรจุภัณฑ์ยังถูกกดดันจากตลาด สำหรับไตรมาสที่ 4 ปี 2568 เวียดนามและอินโดนีเซียมีความต้องการบรรจุภัณฑ์อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่เติบโตโดดเด่น การเตรียมผลิตสินค้าล่วงหน้าก่อนเทศกาล รวมถึงความต้องการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์ จากจีนเริ่มฟื้นตัว ส่วนความต้องการในไทยชะลอตัวจากเหตุอุทกภัย และการใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

SCGP ดำเนินกลยุทธ์การบริหารงานอย่างมีวินัย บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และปรับตัวอย่างรวดเร็ว ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้มีปริมาณการขายสินค้าเพิ่มขึ้นและอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเดินหน้าขยายธุรกิจกลุ่มสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งแก่ธุรกิจหลักตามแผนกลยุทธ์ โดยปี 2568 สามารถปิดดีลเข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นจาก 70% เป็น 100% ใน Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation (Duy Tan) และร่วมทุน 25% กับ Howa Sangyo Co., Ltd. (HOWA) จากญี่ปุ่น เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง และการลงทุนตั้งฐานการผลิตกระบอกฉีดยา 180 ล้านชิ้นต่อปี ในโรงงานของบริษัทวีอีเอ็ม (ไทยแลนด์) จำกัด

นอกจากนี้ ยังได้รับผลดีจากต้นทุนวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลและราคาพลังงานที่ลดลง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากราคาขายบรรจุภัณฑ์ปรับลดลง ส่งผลให้ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 124,374  ล้านบาท ลดลง 6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ EBITDA 17,210 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน และกำไรสำหรับปี 4,069 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 30,170 ล้านบาท ลดลง 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 4,567 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสำหรับงวด 1,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมีกำไรส่วนเพิ่มจากการซื้อกิจการ MYPAK สะท้อนการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท โดยบริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลงวดระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท ในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569 ตามรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569