![]()
“ไทยออยล์” ประเมินปี2569 ตลาดน้ำมันดิบยังผันผวนถูกกดดันจากซัพพลายที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ค่าการกลั่น ดีต่อเนื่องแรงหนุนจากการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยานยังเติบโต ด้านตลาดปิโตรเคมี ได้รับแรงหนุนจากสารพาราไซลีน (PX) ส่วนโอเลฟินส์ยังอ่อนตัว พร้อมกำเงินสดในมือ 68,601 ล้านบาท รองรับขยายการลงทุน

นางธาริกา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการเงิน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOPเปิดเผยในงาน Oppday YE/2025 ของ TOP วันที่ 19 ก.พ.2569 โดยระบุว่า ประเมินภาพรวมธุรกิจ ปี 2569 ตลาดน้ำมันดิบ ยังผันผวนและถูกกดดันจากซัพพลายที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากกลุ่ม OPEC+ และ Non OPEC+ ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้คาดการณ์ว่าระดับราคาจะใกล้เคียงกับสิ้นปี 2568 ที่มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 69.4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่ตลาดโรงกลั่น คาดว่าค่าการกลั่น ยังอยู่ในระดับดีต่อเนื่องแรงหนุนจากความต้องการใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน(Jet) ที่ยังยังเติบโต ท่ามกลางตลาดเบนซินที่อ่อนตัวลงเนื่องจากอุปทานที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
ด้านตลาดปิโตรเคมี จะได้รับแรงหนุนจากสารพาราไซลีน (PX) ที่ปรับตัวดีขึ้นจากการเพิ่มอุปทานที่ถูกเลื่อนออกไปและการนำเข้าของอินเดียที่เพิ่มขึ้น ขณะที่สารเบนซีน (BZ)ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ส่วนตลาดโอเลฟินส์ ยังอ่อนตัวจากปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย
ส่วนตลาดน้ำมันหล่อลื่น จะเกิดส่วนต่างราคาน้ำมันพื้นฐานอ่อนตัวลงเนื่องจากปริมาณอุปทานที่เพิ่มขึ้นจาก กรุ๊ป 2,3 ขณะที่ส่วนต่างน้ำมันดิบอยู่ในระดับดีต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ไทยออยล์ ยังมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีกระแสเงินสดในมือ ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ระดับ 68,601 ล้านบาท พร้อมรองรับขยายการลงทุนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ไทยออยล์ ยังเดินหน้าการลงทุนตามกลยุทธ์ “2S1P” ประกอบด้วย
S1: Strengthening the Core ที่มุ่งเน้นการก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาด (Clean Fuel Project) (“โครงการ CFP”) ให้แล้วเสร็จตามแผน,การยกระดับเรื่องความปลอดภัย และเสริมสร้างผลกำไร เช่น การจัดทำโครงการ EBITDA Uplift เป็นต้น
P: Powering the Platform ที่จะเน้นขยายช่องทางการขาย หลังจากโครงการ CFP แล้วเสร็จ รวมถึงการขยายตลาดผ่านการขับเคลื่อนของบริษัทลูก TOPNEXT ตลอดจนการส่งเสริมการขายสินค้า Specialty ออกสู่ตลาดภูมิภาคมากขึ้น
S2: Sustaining the Future จะมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจในอนาคต และมองเรื่องของธุรกิจปลายน้ำมากขึ้น โดยจะโฟกัสกลุ่มธุรกิจ Specialty Chemicals เช่น สารยับยั้งและสารกำจัดเชื้อโรค รวมถึงกลุ่ม Specialty Polymers เพื่อเพิ่มมาร์จิ้นที่สูงขึ้น รวมถึงมุ่งเน้นธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ตามทิศทางการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน เช่น เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF), ไฮโดรเจน และCCS เป็นต้น
โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2578 กลุ่มธุรกิจ S2 และP จะมีสัดส่วนกำไร ราว 20% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 15% จากปีฐานปี 2572
