PTT โชว์ผลงานปี68 กำไร 90,166 ลบ. เคาะจ่ายปันผล 1.40 บาทต่อหุ้น

Loading

ปตท. ประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไร 90,166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับปี 2567 ส่วนไตรมาส 4 ปี2568 มีกำไร 25,534 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 174.23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ บอร์ด ไฟเขียวจ่ายปันผลงวดครึ่งหลังปี 2568 อัตราหุ้นละ 1.40 บาท กำหนดจ่ายวันที่ 28 เมษายน 2569

นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขายจำนวน 2,662,145 ล้านบาท ลดลงจำนวน 428,308 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.9 จากปี 2567 ที่จำนวน 3,090,453 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น จากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมทั้ง ปริมาณขายเฉลี่ยที่ลดลง

นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีรายได้จากการขายลดลงเช่นกัน โดยหลักจากธุรกิจ จัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีปริมาณขายก๊าซฯ เฉลี่ยลดลงจาก New Shippers มีการนำเข้า LNG เพื่อใช้ในโรงไฟฟ้า เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงตามราคา Pool Gas อีกทั้งราคาขายเฉลี่ยให้กับกลุ่มลูกค้า อุตสาหกรรมปรับลดลงตามราคาอ้างอิง รวมทั้งธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ลดลง เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยลดลงตามราคาปิโตรเคมีที่ใช้อ้างอิงและปริมาณขายลดลง โดยหลักจากผลิตภัณฑ์ LPG จากปริมาณขายให้ลูกค้าที่ลดลง

ในปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมี EBITDA จำนวน 332,849 ล้านบาท ลดลงจำนวน 63,385  ล้านบาท หรือร้อยละ 16.0 จากปี 2567 จำนวน 396,234 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิต ปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานลดลงจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง รวมถึงกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นมีผลการ ดำเนินงานลดลง โดยธุรกิจปิโตรเคมีลดลง ทั้งจากกลุ่มอะโรเมติกส์และกลุ่มโอเลฟินส์ จากส่วนต่างราคา ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่กับวัตถุดิบและปริมาณขายของกลุ่มอะโรเมติกส์ที่ปรับลดลง ธุรกิจการกลั่นมีผลการดำเนินงานลดลง จากปริมาณขายที่ลดลง แม้ว่ากำไรขั้นต้นจากการกลั่น (Market GRM) เพิ่มขึ้นจากส่วนต่าง ราคาผลิตภัณฑ์ รวมถึงขาดทุนสต๊อกนำมันสุทธิกับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือลดลง

โดยในปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีผลขาดทุนประมาณ 12,000 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2567 ขาดทุนประมาณ 13,000 ล้านบาท นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ จากราคาขาย เฉลี่ยและปริมาณขายรวมลดลงตามกล่าวข้างต้น ประกอบกับผลการดำเนินงานของบริษัทย่อยในกลุ่มธุรกิจ ก๊าซฯ ปรับลดลง โดยหลักจาก บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด (PTTLNG) เนื่องจากมีการลดสัดส่วนการถือหุ้น ในโครงการ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 2 (LMPT2)  เป็นร้อยละ 50.0 เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 รวมถึง บริษัท ปตท. จำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด (PTTNGD)  มีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงตามราคาอ้างอิง

ขณะที่ธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานดีขึ้น เนื่องจากในเดือน มกราคม 2567 มีการนำค่าปรับจากปริมาณที่ผู้ผลิตก๊าซฯ ส่งได้ไม่ถึงปริมาณตามสัญญา (Shortfall)  ของแหล่ง ก๊าซฯ ในอ่าวไทยจำนวน 4,300 ล้านบาท มาคำนวณเป็นส่วนลดราคา Pool Gas ตามคำสั่งของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) 

ในปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 90,166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.1 จากปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ จำนวน 90,072 ล้านบาท เนื่องจากในปี 2568 มีการรับรู้ Non-recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นกำไรประมาณ 14,400 ล้านบาท โดยหลักจากกำไรจากการจำหน่ายและ เปลี่ยนแปลงสถานะของเงินลงทุนใน Lotus ของ PTTGM และมีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมจากการ ซื้อกิจการในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของการเข้าซื อหุ้นและควบรวมโรงกลั่นน้ำมันของกลุ่มเชลล์ในสิงคโปร์ของ TOP ขณะที่ในปี 2567 มีผลขาดทุนประมาณ 4,400 ล้านบาท โดยหลักจากขาดทุนจากบริษัท PTTAC จากการด้อยค่าสินทรัพย์สุทธิกับส่วนแบ่งกำไรจากการขายเงินลงทุนใน Alvogen Malta  (Out-licensing) Holding Ltd. (AMOLH) และกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ให้บริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด (PE LNG) ของ PTTLNG 

ด้านฐานะการเงินของ ปตท. และบริษัทย่อย ณ 31 ธันวาคม 2568 จากการปรับแผนการลงทุน โดยมีกลยุทธ์มุ่งเน้นธุรกิจที่มีอยู่เดิม รวมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ภายในกลุ่ม ภายใต้นโยบายการเงินที่เข้มงวดทำให้ฐานะทางการเงินของกลุ่ม ปตท. ยังคงมีความแข็งแกร่ง อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นอยู่ในระดับสูงที่ 402,817 ล้านบาท ณ 31 ธันวาคม 2568 ขณะที่ระดับหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลง ตามกลยุทธ์การลดภาระหนี้ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนในโครงการสำคัญต่าง ๆ อาทิ โครงการด้านการสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) ควบคู่ไปกับการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืน เพื่อเพิ่มมูลค่าตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้ ปตท. ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่ แข็งแกร่งเทียบเท่าระดับประเทศ ในขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดทุนยังมีความผันผวน สะท้อนถึง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อพื้นฐานของบริษัท โดย ณ 31 ธันวาคม 2568 ฐานะการเงินของ ปตท. และ บริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้นจำนวน 3,269,660  ล้านบาท ลดลงจำนวน 169,124 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.9 จาก ณ 31 ธันวาคม 2567 ที่มีสินทรัพย์รวมจำนวน 3,438,784 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 เปรียบเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2568 ใน 4Q2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 638,479 ล้านบาท ลดลงจำนวน 8,210 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.3 จากไตรมาส 3 ปี 2568 (3Q2568) ที่จำนวน 646,689 ล้านบาท โดยหลักจากรายได้ ของกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันอ้างอิง แม้ว่า ปริมาณขายเพิ่มขึ้น กลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืนมีรายได้จากการขายลดลง โดยหลักจากรายได้รวมของ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) ลดลง จากรายได้ของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (Small Power Producer: SPP) เนื่องจากใน 4Q2568 ปริมาณความต้องการไฟฟ้าและไอน้ำของลูกค้าอุตสาหกรรม ลดลง กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นมีรายได้จากการขายลดลง โดยหลักจากธุรกิจปิโตรเคมี ทั้งจากกลุ่มโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ ตามราคาและปริมาณขายผลิตภัณฑ์ที่ลดลง

นอกจากนี้ ธุรกิจก๊าซธรรมชาติมี รายได้ลดลง โดยหลักจากธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ จากราคาขายเฉลี่ยให้กับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมปรับ ลดลงตามราคาอ้างอิง รวมถึงราคาขายเฉลี่ยปรับตัวลดลงตามราคาก๊าซธรรมชาติ (Pool Gas) ประกอบกับ ปริมาณขายก๊าซฯ เฉลี่ยลดลง ขณะที่ธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น จากปริมาณ ขายผลิตภัณฑ์รวมของธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ โดยหลักจากผลิตภัณฑ์ Ethane ตามการผลิตของโรงแยกก๊าซฯ ที่ เพิ่มขึ้น แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงตามราคาปิโตรเคมีที่ใช้อ้างอิง

ใน 4Q2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) จำนวน 74,892 ล้านบาท ลดลง 10,877 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.7 จากใน 3Q2568 ที่จำนวน 85,769 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืนมีผลการ ดำเนินงานลดลง โดยหลักจากก าไรขั้นต้นของ GPSC ลดลง จากโรงไฟฟ้า SPP ที่ลดลงตามปริมาณขายไฟฟ้า และไอน้ำให้ลูกค้าอุตสาหกรรม ประกอบกับ Energy margin ของโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (Independent Power / Producer: IPP) ลดลง เนื่องจากรายได้ค่าถ่านหินที่สามารถเรียกเก็บจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต่ำากว่าต้นทุนถ่านหินเฉลี่ยทางบัญชี กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศมีผลการดำเนินงานลดลง  โดยหลักจากการรับรู้ขาดทุนจากการ Mark-to-market ของสินค้าระหว่างการขนส่ง ใน 4Q2568 ขณะที่ใน 3Q2568 รับรู้เป็นกำไร ประกอบกับกำไรจากส่วนต่างราคาซื้อ-ขายผลิตภัณฑ์ปรับตัวลดลง

นอกจากนี้ กลุ่ม ธุรกิจก๊าซธรรมชาติมีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ มีผลการดำเนินงาน ลดลง จากราคาขายเฉลี่ยและปริมาณขายรวมลดลง แม้ว่าต้นทุนก๊าซฯ ปรับตัวลดลงตามราคา Pool Gas ประกอบกับธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลง จากราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงตามราคาปิโตรเคมีที่ ใช้อ้างอิง แม้ว่าปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้นตามกล่าวข้างต้น

ใน 4Q2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิจำนวน 25,534 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,750 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 29.1 จากใน 3Q2568 ที่จำนวน 19,784 ล้านบาท เนื่องจากใน 4Q2568 มีการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้น ประจำ (Non-recurring Items) สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นกำไรประมาณ 9,300 ล้านบาท โดยหลัก จากกำไรจากการจำหน่ายและเปลี่ยนแปลงสถานะของเงินลงทุนใน Lotus Pharmaceutical Company Limited (Lotus) ของบริษัท ปตท. โกลบอล แมนเนจเม้นท์ จำกัด (PTTGM) ขณะที่ใน 3Q2568 รับรู้เป็นกำไรประมาณ 900 ล้านบาท โดยหลักจากกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ของบริษัท ไทยออลย์ จำกัด (มหาชน) (TOP) และ กำไร จากการขายหุ้นบริษัท Avaada Energy Private  Limited (AEPL) ของ GPSC

ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2568 เปรียบเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2567 ใน 4Q2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายจำนวน 638,479 ล้านบาท ลดลงจำนวน 85,894 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.9 จากไตรมาส 4 ปี 2567 (4Q2567) ที่จำนวน 724,373 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่ม ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ จากราคาขายผลิตภัณฑ์ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันที่อ้างอิง แม้ว่าปริมาณขาย เพิ่มขึ้น กลุ่มธุรกิจปิ โตรเคมีและการกลั่น และกลุ่มธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีกมีรายได้ลดลง จากราคาขาย เฉลี่ยและปริมาณขายที่ลดลง อีกทั้งกลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีรายได้จากการขายลดลง โดยหลักจากธุรกิจจัดหาและ ค้าส่งก๊าซฯ เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยปรับลดลงตามราคา Pool Gas และราคาขายเฉลี่ยให้กับกลุ่มลูกค้า อุตสาหกรรมปรับลดลงตามราคาอ้างอิง ประกอบกับปริมาณขายเฉลี่ยปรับลดลงจากกลุ่มลูกค้าโรงไฟฟ้าที่ ได้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ (New Shippers) ที่มีการนำเข้า LNG เพื่อใช้ในโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น รวมถึง ธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ มีรายได้ลดลงจากราคาขายเฉลี่ยปรับตัวลดลงตามราคาปิโตรเคมีที่ใช้อ้างอิง ประกอบกับ ปริมาณขายผลิตภัณฑ์รวมลดลง จากผลิตภัณฑ์ LPG ตามความต้องการของลูกค้าที่ลดลง

ใน 4Q2568 ปตท. และบริษัทย่อยมี EBITDA จำนวน 74,892 ล้านบาท ลดลง 18,399 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 19.7 จากใน 4Q2567 ที่จำนวน 93,291 ล้านบาท โดยหลักจากกลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิ โตรเลียม จากรายได้จากการขายที่ลดลง จากราคาขายน้ำมันดิบและคอนเดนเสทที่ลดลงตามราคาตลาดโลก นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืนมีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากกำไรขั้นต้นของ GPSC ลดลงจาก โรงไฟฟ้า SPP ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าให้ กฟผ. สิ้นสุดอายุ ประกอบกับกลุ่มธุรกิจก๊าซฯ มีผลการดำเนินงานลดลง โดยหลักจากธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ และธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซฯ เนื่องจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ปรับลดลง น้อยกว่าราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง ประกอบกับปริมาณขายรวมลดลงตามกล่าวข้างต้น

ใน 4Q2568 ปตท. และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิจำนวน 25,534 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16,223 ล้านบาท หรือ มากกว่าร้อยละ 100.0 จากใน 4Q2567 ที่จำนวน 9,311 ล้านบาท เนื่องจากใน 4Q2568 มีการรับรู้ Non-recurring Items สุทธิภาษีตามสัดส่วนของ ปตท. เป็นผลกำไรประมาณ 9,300 ล้านบาท โดยหลักจากกำไรจากการ จำหน่ายและเปลี่ยนแปลงสถานะของเงินลงทุนใน Lotus ของ PTTGM ขณะที่ใน 4Q2567 มีผลขาดทุน ประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยหลักจากส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัท พีทีที อาซาฮี เคมิคอล จำกัด (PTTAC) จาก การด้อยค่าสินทรัพย์

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTT กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบอนุมัติการจัดสรรกำไรสุทธิและการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 2.30 บาท รวมเป็นจำนวนประมาณ 65,361 ล้านบาท ซึ่งเมื่อหักเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.90 บาท คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 25,707 ล้านบาท

คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายสำหรับผลประกอบการครึ่งหลังของปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 1.40 บาท (เงินปัน ผลจ่ายสำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลัง 1.20 บาทต่อหุ้น และเงินปันผลพิเศษ 0.20 บาทต่อหุ้น) คิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 39,654 ล้านบาท

โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล(Record Date) ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 28 เมษายน 2569