![]()
“บี.กริม เพาเวอร์” จ่อนำเข้า LNG ปี69 ไม่เกิน 9 ลำ ป้อนลูกค้า IUs รายใหม่ เชื่อมเข้าระบบรวม 50-60 เมกะวัตต์ คาดราคาก๊าซฯ เฉลี่ยอยู่ที่ 270-290 บาทต่อล้านบีทียู ต่ำกว่าปี2568 เคาะจ่ายปันผลงวดครึ่งหลังปี2568 อัตราหุ้นละ 0.232 บาท กำหนดจ่าย 7 พ.ค.2569 พร้อมโชว์ผลการดำเนินงานปี 2568 แข็งแกร่ง พอร์ตพลังงานหมุนเวียนเติบโตสูง ลูกค้าอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่อง

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จากคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัว 1.5% โดยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอลงตามรายได้ และการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว สำหรับราคาก๊าซธรรมชาติของโรงไฟฟ้า SPP คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 270-290 บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าปี 2568 ที่ราคาก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 323 บาทต่อล้านบีทียู
ทั้งนี้ บริษัทฯ วางแผนนำเข้า LNG ไม่เกิน 9 ลำ เพื่อนำเข้าสู่ระบบ Pool Gas และตั้งเป้าเพิ่มลูกค้า IUs รายใหม่ เชื่อมเข้าระบบรวม 50-60 เมกะวัตต์
โดยโครงการของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี2569 มีทั้งสิ้นกว่า 550 เมกะวัตต์ ดังนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ อินทรี บี.กริม กำลังผลิต 80 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา Zhongce Rubber นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง กำลังผลิต 35 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Nakwol 1 กำลังผลิต 365 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานลมบนฝั่ง Huong Hoa 1 กำลังผลิต 48 เมกะวัตต์ และโครงการอื่น ๆ รวมกำลังการผลิตสูงสุด 30 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ บริษัทฯ ประกาศจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.412 บาทต่อหุ้น สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ประกอบด้วยเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.18 บาท สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2568 ซึ่งจ่ายแล้วเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 และเงินปันผลจ่ายงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 0.232 บาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 สอดคล้องกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลในอัตราไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน

สำหรับผลประกอบการปี 2568 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน (NNP) – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ อยู่ที่ 2,143 ล้านบาท ลดลง 3.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ EBITDA ลดลง 2% เทียบจากปีก่อนหน้า คิดเป็น 14,686 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาขายไฟฟ้าให้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลูกค้าอุตสาหกรรม (IUs) ในประเทศไทย และราคาขายไอน้ำ สอดคล้องกับราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลง นอกจากนี้ ยังได้ผลกระทบจากการปรับค่าก๊าซย้อนหลัง (AF gas) ในช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม 2566 รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (SG&A) และค่าใช้จ่ายภาษีที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวได้รับการชดเชยบางส่วนจากปริมาณการขายไฟฟ้ารวมเพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 15,284 กิกะวัตต์-ชั่วโมง โดยมีแรงหนุนจากปริมาณไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย โรงไฟฟ้าพลังน้ำในสหรัฐอเมริกาและ สปป.ลาว เป็นต้น รวมถึงรายได้การให้บริการที่สูงขึ้นจากการพัฒนาโครงการ การรวมผลประกอบการเต็มปีของโครงการ Malacha และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและการร่วมค้าที่ดีขึ้น
ขณะที่กำไรสุทธิ – ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,675 ล้านบาท จาก 1,557 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากรายการที่ไม่กระทบกระแสเงินสดจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงที่ลดลง จากการแปลงค่าเงินยอดหนี้คงเหลือสกุลดอลลาร์สหรัฐและธุรกรรมสกุลเงินต่างประเทศ
สำหรับความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2568 บี.กริม เพาเวอร์ สามารถเชื่อมเข้าระบบของลูกค้าอุตสาหกรรมในประเทศไทย เป็นไปตามเป้าหมายที่ 43.9 เมกะวัตต์ จากที่ตั้งเป้าไว้ที่ 40–50 เมกะวัตต์ เฉพาะไตรมาสที่ 4/68 มีการเชื่อมเข้าระบบของลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหม่ในประเทศไทย จำนวน 10 เมกะวัตต์ จากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์
นอกจากนี้ ในปี 2568 บี.กริม เพาเวอร์ มุ่งมั่นในการขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนรวมกว่า 166 เมกะวัตต์ (Committed) ครอบคลุมหลายตลาดสำคัญ โดยมีโครงการหลัก ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นดิน 14 เมกะวัตต์ในประเทศญี่ปุ่น และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นดิน 65 เมกะวัตต์ในสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมรวม 36 เมกะวัตต์ ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว ในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังได้ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนพื้นดิน และบนหลังคา ทั้งในประเทศไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี กำลังผลิตรวม 50.5 เมกะวัตต์ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแผนการเติบโตในระยะยาวของบริษัท
โดยในไตรมาส 4/2568 B.Grimm Power Korea Limited (BGP (Korea)) (บริษัทย่อย) ได้ปรับโครงสร้างการถือหุ้น โดยจำหน่ายหุ้นทั้งหมดใน Myungwoon Industry Development Co., Ltd. 29% และเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 49% ใน Nakwol Blueheart Co., Ltd. (Nakwol 1) ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งขนาด 364.8 เมกะวัตต์ และ Amatera Renewable Energy Corporation (ARECO) (บริษัทย่อย) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 65 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าผ่านตลาด Wholesale Electricity Spot Market โดยโครงการดังกล่าวมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 20 ปี ภายใต้โครงการ Green Energy Auction – 4 ในเดือนมกราคม 2569
ต่อเนื่องจากความสำเร็จเชิงกลยุทธ์ดังกล่าว บี.กริม เพาเวอร์ ได้เริ่มต้นปี 2569 ด้วยการลงทุนครั้งสำคัญผ่าน BGP Holding (US) LLC (BGP US) (บริษัทย่อย) ด้วยการเข้าลงทุนใน New England Reliable Hydropower Holdings LLC (NERH) (บริษัทร่วม) ซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ 26 แห่ง ในประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังผลิตรวม 406 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) 8 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ บริษัท ซีเอ็มที เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (CMT) (การร่วมค้า) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ CMT1 ขนาด 10 เมกะวัตต์ เมื่อ 28 มกราคม 2569 จำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 25 ปี และได้รับการคัดเลือกภายใต้โครงการรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับช่วงปี 2565–2573 โดยโครงการ CMT1 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพลังงานหมุนเวียนรวม 339 เมกะวัตต์ ที่จะทยอยเปิด COD ภายในปี 2573 เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ GreenLeap – Global and Green
บี.กริม เพาเวอร์ ยังมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่จะส่งผลต่อการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในระยะยาว โดยเดินหน้าเชิงยุทธศาสตร์เพื่อต่อยอดจากบทบาทผู้ผลิตไฟฟ้าแบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้ให้บริการ Digital Infrastructure as a Service ผ่านการจัดตั้งการร่วมค้า “บริษัท ดิจิทัล เอดจ์ บี.กริม (ประเทศไทย) จำกัด” เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งมีกำลังโหลดไอทีรวม 96 เมกะวัตต์ และในเดือนตุลาคม 2568 บริษัทฯ ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และ พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อจัดหาและร่วมพัฒนาระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและมีประสิทธิภาพสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนสำหรับโครงการที่เกี่ยวข้อง